มองภาพรวมของรูปเกม คาดว่าจะเป็นฝั่ง “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ที่เปิดเกมรุกเข้าใส่ตามสไตล์เจ้าถิ่นเพื่อรักษารั้งตำแหน่งจ่าฝูงและขยับแต้มหนีห่างคู่แข่งออกไปอีก ขณะที่ “หมาป่าเหลืองแดง” เอเอส โรม่า แม้จะพยายามทำแต้มเพื่อลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรป แต่ผลงานช่วงหลังยังขาดความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเกมนอกบ้านที่มักจะแผ่วปลาย สถิติชี้ชัดว่ายามคู่นี้เจอกัน อินเตอร์ มิลาน มักจะเป็นฝ่ายผูกปีชนะมาได้โดยตลอดในช่วงหลัง การต้องมาเยือนถิ่น ซาน ซิโร่ ในช่วงที่เจ้าถิ่นกำลังต้องการแต้มสำคัญ จึงเป็นงานที่ยากลำบากเกินกว่าที่เกมรับของโรม่าจะต้านทานไหวตลอด 90 นาที
เจ้าบ้าน อินเตอร์ มิลาน ภายใต้การทำทีมของกุนซือจอมแท็กติก ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมจนรั้งอันดับ 1 ของตาราง ขุมกำลังชุดนี้ปึกแผ่นทุกตำแหน่ง นำโดย เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กองหน้ากัปตันทีมที่พร้อมสังหารประตูทุกเมื่อ ประสานงานกับมิดฟิลด์ตัวเก่งอย่าง นิโคโล่ บาเรลล่า ที่คุมจังหวะเกมได้อย่างไร้ที่ติ แม้จะมีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ขุมกำลังเชิงลึกยังดูเหนือกว่าผู้มาเยือนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเกมในบ้านที่พวกเขามักจะเดินหน้าบุกกดดันคู่แข่งจนโงหัวไม่ขึ้น
ฝั่งทีมเยือน เอเอส โรม่า ของกุนซือ (Ivan Juric) แม้ภาพรวมจะยังเกาะกลุ่มหัวตารางได้อยู่ แต่ฟอร์มการเล่นในช่วง 5 นัดหลังสุดค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความเด็ดขาดในแนวรุกที่มักจะพลาดโอกาสทองในเกมสำคัญ แผงหลังที่มี จานลูก้า มันชินี่ เป็นแกนหลักยังคงมีจังหวะหลุดให้เห็นยามโดนแนวรุกความเร็วสูงเข้าจู่โจม การขาดความคงเส้นคงวาในเกมนัดเยือนถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่อาจจะทำให้พวกเขาต้องพบกับความปราชัยในเกมนี้
ทรรศนะโดยรวมมองว่า ด้วยระดับมาตรฐานของทีมและความเคี่ยวของอินเตอร์ มิลาน ที่เหนือกว่าอยู่หลายขุม แม้โรม่าจะพยายามสู้ด้วยระบบทีมเวิร์กแต่ยังยากที่จะต้านทานความหลากหลายในเกมรุกของเจ้าถิ่น เรตราคาที่เปิดมา ต่อ อินเตอร์ มิลาน 1 ถือว่าสมเหตุสมผล เพราะสถิติการเจอกัน 11 นัดหลังสุด โรม่าไม่เคยเอาชนะอินเตอร์ได้เลย แถมส่วนใหญ่ยังแพ้แบบสู้ไม่ได้ เชื่อว่าเกมนี้ 1 เม็ดมีแน่ และมีโอกาสสูงที่จะยิงขาดเพื่อกินเต็มคำตามเป้าหมายของแฟนจ่าฝูง
เลือกเล่น : ต่อ อินเตอร์ มิลาน 1
— กุนซือไร้เงา —
พรีเมียร์ลีก ยืนยันแผนการปรับผังตารางการแข่งขันนัดที่ 34 ของฤดูกาล โดยเตรียมเลื่อนเกมที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด มีคิวต้องออกไปเยือน บอร์นมัธ ให้ขยับมาเตะในช่วงวันธรรมดาแทน หากพลพรรค “ยูงทอง” สามารถหักด่านเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในศึกเอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศวันอาทิตย์นี้ได้สำเร็จ ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ ณ สนามเวมบลีย์ในช่วงปลายเดือนเมษายนทันที ตามกำหนดการเดิม ลีดส์ ยูไนเต็ด มีโปรแกรมต้องเดินทางไปเยือนถิ่นไวทัลลิตี้ สเตเดียม ของบอร์นมัธในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน เวลา 15.00 น. ทว่าช่วงเวลาดังกล่าวดันไปตรงกับกำหนดการฟาดแข้งรอบตัดเชือกของศึกเอฟเอ คัพ พอดี ส่งผลให้ฝ่ายจัดโปรแกรมพรีเมียร์ลีกต้องเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้า โดยคาดการณ์ว่าเกมลีกนัดนี้จะถูกโยกมาเตะในช่วงระหว่างวันอังคารที่ 21 ถึงวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน เพื่อหลีกทางให้กับฟุตบอลถ้วยรายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ทีมของ ดาเนียล ฟาร์เค่ กำลังเผชิญกับบททดสอบเรื่องการจัดสรรพละกำลังนักเตะอย่างหนัก เพราะหากพวกเขาสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้จริง โปรแกรมเยือนบอร์นมัธกลางสัปดาห์จะกลายเป็นเกมนัดคั่นกลางที่บีบหัวใจ ระหว่างการเปิดบ้านรับมือวูล์ฟแฮมป์ตันในเกมลีก และการต้องลงทำศึกชี้ชะตาที่เวมบลีย์ในอีกไม่กี่วันถัดมา ซึ่งถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลที่ทุกแต้มในลีกและทุกนัดในบอลถ้วยต่างมีความหมายต่อสโมสรอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ พรีเมียร์ลีกจะรอการยืนยันผลการแข่งขันในสุดสัปดาห์นี้อย่างเป็นทางการ ก่อนจะประกาศตารางการแข่งขันที่แก้ไขขั้นสุดท้ายในช่วงต้นสัปดาห์หน้าเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเป้าหมายหลักของทัพยูงทองในตอนนี้คือการบุกไปเก็บชัยชนะที่ลอนดอน สเตเดียม เพื่อรักษาความฝันในการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ พร้อมกับบริหารจัดการโปรแกรมเตะที่อาจจะอัดแน่นขึ้นในช่วงเดือนเมษายนที่กำลังจะถึงนี้ต่อไป
ศึกบิ๊กแมตช์ลาลีกาที่สนามเมโทรโปลิตาโนจบลงด้วยชัยชนะอันล้ำค่าของ บาร์เซโลนา ที่บุกมาเฉือนชนะ แอตเลติโก มาดริด ไปอย่างสุดระทึก 2-1 โดยเกมนี้ทั้ง ฮันซี ฟลิค และ ดิเอโก้ ซิเมโอเน ต่างสร้างความประหลาดใจด้วยการใช้แท็กติก “กองหน้าตัวหลอก” (False Nine) ออกสตาร์ทเกม ซึ่งฝั่งเจ้าถิ่นได้ประตูขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 40 จากลูกยิงอันเฉียบคมของ จูลิอาโน ซิเมโอเน ที่ฉวยโอกาสจากการเช็คล้ำหน้าพลาดของแนวรับบาร์ซา แต่ทัพอาซูลกรานาก็ใช้เวลาเพียง 3 นาทีตามตีเสมอได้สำเร็จจากการประสานงานอันยอดเยี่ยมระหว่าง ดานี โอลโม และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่หลุดเข้าไปซัดผ่านมือ ฮวน มุสโซ อย่างเยือกเย็น จุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งแรก เมื่อแนวรับของแอตฯ มาดริด พยายามหยุดความร้อนแรงของ ลามีน ยามาล ที่กำลังจะหลุดเข้าเขตโทษจนกลายเป็นการฟาวล์รุนแรง ซึ่งหลังจากตรวจสอบ VAR ผู้ตัดสินตัดสินใจชูใบแดงไล่ออกทันที ทำให้ทัพ “ตราหมี” ต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นตลอดทั้งครึ่งหลัง อย่างไรก็ตาม ทีมของซิเมโอเนยังคงแสดงสปิริตเกมรับอันเหนียวแน่นตามแบบฉบับดั้งเดิม พวกเขาถอยลงไปตั้งรับลึกในแดนตัวเองและสกัดกั้นจังหวะอันตรายของบาร์เซโลนาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะลูกยิงของยามาลที่เกือบจะเป็นประตูสุดสวยแห่งฤดูกาลแต่กลับถากเสาออกไปเพียงนิดเดียว
ในช่วง 20 นาทีสุดท้าย เกมตกเป็นของบาร์เซโลนาอย่างเบ็ดเสร็จ แต่การเล่นที่ซับซ้อนเกินไปในพื้นที่สุดท้ายทำให้แอตฯ มาดริดที่มีผู้เล่นน้อยกว่ายังคงยันสกอร์เสมอไว้ได้จนถึงนาทีสุดท้าย ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องของแฟนบอลเจ้าถิ่นที่หวังจะแบ่งแต้มสำคัญ แต่แล้วความพยายามของบาร์ซาก็สัมฤทธิ์ผลในนาทีที่ 89 เมื่อ โจเอา คันเซโล กระชากหลบแนวรับก่อนกึ่งยิงกึ่งผ่านเข้าไป มุสโซเซฟลูกยิงจังหวะแรกออกมาเข้าทางปืนของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ยืนถูกที่ถูกเวลาโหม่งซ้ำจมตาข่าย กลายเป็นประตูชัยที่ส่งให้ทีมเยือนเก็บ 3 คะแนนเต็มกลับแคว้นกาตาลุญญาได้สำเร็จ
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้บาร์เซโลนาขยับคะแนนนำห่างในตารางลาลีกาถึง 7 แต้ม สร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลในการลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม ฮันซี ฟลิค ยังมีเรื่องให้ต้องกังวลเมื่อหัวใจสำคัญในแนวรับอย่าง โรนัลด์ อาราอูโฆ และมิดฟิลด์ดาวรุ่ง มาร์ค เบอร์นัล มีอาการบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนการจัดทัพในศึกแชมเปี้ยนส์ลีกวันพุธหน้าที่กำลังจะมาถึง ขณะที่แอตฯ มาดริดแม้จะไม่มีแต้มในเกมนี้ แต่ฟอร์มการเล่นที่ดุดันในครึ่งแรกและการแสดงศักยภาพของนักเตะดาวรุ่งก็เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการลุ้นพื้นที่ยุโรปต่อไปในฤดูกาลนี้
เซาแธมป์ตัน ทีมแกร่งจากศึกแชมเปี้ยนชิพ สร้างเรื่องราวช็อกวงการฟุตบอลอังกฤษด้วยการเปิดบ้านเอาชนะ อาร์เซนอล ทีมจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกไปได้ 2-1 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ โดยฮีโร่ผู้ทำประตูชัยคือตัวสำรองอย่าง เชีย ชาร์ลส์ ที่ลงมาตะบันประตูในช่วงท้ายเกม ส่งผลให้ความหวังในการคว้า “ทริปเปิลแชมป์” ของทัพเดอะ กันเนอร์ส ต้องพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า หลังจากที่เพิ่งอกหักพ่ายแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในนัดชิงชนะเลิศคาราบาว คัพ มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ รูปเกมที่สนามเซนต์ แมรีส์ เต็มไปด้วยความเข้มข้นตั้งแต่นาทีแรก โดยฝั่งเจ้าถิ่น “นักบุญ” สู้ได้อย่างไม่เกรงกลัวบารมีจ่าฝูงลีกสูงสุด และเป็นฝ่ายได้ประตูขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 35 จาก รอสส์ สจ๊วต ที่ฉวยโอกาสจากจังหวะผิดพลาดของแนวรับอาร์เซนอลซัดเข้าไปอย่างเฉียบคม ทำเอาแฟนบอลเจ้าถิ่นเฮลั่นสนาม แม้อาร์เซนอลจะพยายามเร่งเครื่องบุกหนักในครึ่งหลังจนมาได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 68 จากกองหน้าฟอร์มแรงอย่าง วิคเตอร์ กโยเคเรส แต่ความผิดพลาดในเกมรับช่วงท้ายเกมก็ทำให้พวกเขาต้องชดใช้ราคาแพงเกินคาด
จุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่ 85 เมื่อเซาแธมป์ตันฉวยจังหวะโต้กลับเร็วแทงบอลทะลุช่องให้ เชีย ชาร์ลส์ หลุดเข้าไปยิงประตูผ่านมือเคปา อาร์ริซาบาลากา เข้าไปอย่างเยือกเย็น ท่ามกลางบรรยากาศสุดระทึกขวัญของแฟนบอลอาร์เซนอลที่พยายามโหมบุกหนักหวังประตูตีเสมอในช่วงเวลาที่เหลือ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเจาะตาข่ายเพิ่มได้ ชัยชนะนัดนี้ส่งให้เซาแธมป์ตันตบเท้าเข้าสู่รอบรองชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์อย่างภาคภูมิใจ พร้อมความฝันที่จะสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการนี้เหมือนในปี 1976
ทางด้าน มิเกล อาร์เตตา กุนซืออาร์เซนอล ต้องเผชิญกับมรสุมคำถามหลังจากทีมพ่ายแพ้ในฟุตบอลถ้วยสองรายการติดต่อกันในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แม้ว่าในศึกพรีเมียร์ลีกพวกเขาจะยังคงนำเป็นจ่าฝูงทิ้งห่างคู่แข่งถึง 9 คะแนนก็ตาม แต่ปัญหานักเตะบาดเจ็บและสภาพร่างกายที่เริ่มล้าอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้มาตรฐานการเล่นตกลงไปในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งทีมปืนใหญ่จำเป็นต้องรีบดึงสติและกลับมาโฟกัสกับเป้าหมายเดียวที่เหลืออยู่คือแชมป์ลีกให้ได้โดยเร็วที่สุด
ไฟร์บวร์ก vs บาเยิร์น มิวนิค (บุนเดสลีกา เยอรมัน)
ไฟร์บวร์กช่วงนี้ฟอร์มยังพอมีจังหวะบุกได้ แต่ภาพรวมยังเป็นรองทีมใหญ่ชัด เกมรุกขึ้นบอลได้จริงแต่พอเข้าพื้นที่สุดท้ายยังไม่ค่อยเฉียบ หลายครั้งทำได้แค่กดดันแต่จบไม่ลง ยิ่งเวลาโดนทีมที่บุกเร็วและต่อบอลแม่น ๆ จะเริ่มเสียจังหวะง่าย เกมรับก็มีช่องให้เห็น โดยเฉพาะตอนโดนกดดันต่อเนื่องมักเสียพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ บาเยิร์น มิวนิคไม่ต้องพูดเยอะ เกมรุกยังโหดเหมือนเดิม การต่อบอลจากแดนกลางขึ้นหน้าเร็วและแม่นยำ มีจังหวะเข้าทำหลากหลาย ทั้งเจาะตรงกลางและออกด้านข้าง ที่สำคัญคือความเฉียบในจังหวะสุดท้ายที่เปลี่ยนโอกาสเป็นประตูได้บ่อย เวลาเดินเกมบุกจะกดคู่แข่งยาว ทำให้แนวรับอีกฝั่งแทบตั้งตัวไม่ทัน ภาพรวมเกมนี้ต่างกันชัดเจน บาเยิร์นเหนือกว่าทุกมิติ ถ้าเดินเกมตามสไตล์ตัวเอง มีโอกาสบุกกดต่อเนื่องและยิงขาดได้
ฟันธง : ต่อ บาเยิร์น มิวนิค 1.5
สกอร์ที่คาด : ไฟร์บวร์ก 0-3 บาเยิร์น มิวนิค
ระดับความมั่นใจ : 84%
เรอัล โซเซียดาด vs เลบานเต้ (ลาลีกา สเปน)
เรอัล โซเซียดาดช่วงนี้เกมดูมีความแน่นอนมากขึ้น การต่อบอลจากแดนกลางขึ้นไปด้านหน้าทำได้ไหลลื่น และพยายามคุมจังหวะเกมเอาไว้ตลอด เวลาได้โอกาสจะค่อย ๆ ขึ้นเกมและหาช่องเข้าทำ ทำให้สามารถสร้างโอกาสยิงได้เรื่อย ๆ จุดเด่นคือการเล่นที่ดูมีแบบแผนและไม่เสียบอลง่าย เลบานเต้ฟอร์มช่วงหลังยังดูเป็นรอง เกมรุกไม่ค่อยมีความต่อเนื่อง การขึ้นบอลยังดูช้าและเจาะแนวรับคู่แข่งยาก พอเจอทีมที่คุมเกมดีจะยิ่งเล่นลำบาก ส่วนเกมรับก็มีหลุดให้เห็นอยู่บ่อย โดยเฉพาะเวลาโดนบุกหลายจังหวะติดกันมักเสียตำแหน่งง่าย ดูจากภาพรวมแล้ว โซเซียดาดดูดีกว่าชัด ทั้งเรื่องการคุมเกมและจังหวะเข้าทำ ถ้าเล่นตามฟอร์ม มีโอกาสเป็นฝ่ายเดินเกมบุกและเก็บชัยได้
ฟันธง : ต่อ เรอัล โซเซียดาด 0.5/1
สกอร์ที่คาด : เรอัล โซเซียดาด 2-0 เลบานเต้
ระดับความมั่นใจ : 83%
มิโตะ ฮอลลี่ฮ็อค vs คาชิม่า แอนท์เลอร์ (เจแปน เจ-ลีก ดิวิชั่น1)
มิโตะ ฮอลลี่ฮ็อคภาพรวมยังดูเป็นรองพอสมควร เกมรุกมีจังหวะขึ้นบอลได้บ้างแต่ไม่ค่อยต่อเนื่อง หลายครั้งทำเกมขึ้นมาได้แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่คม ทำให้ยิงประตูยาก ยิ่งเวลาโดนทีมที่เพรสเร็วจะเริ่มเสียจังหวะง่าย เกมรับก็ยังมีช่องว่างให้เห็นอยู่บ่อย คาชิม่า แอนท์เลอร์ช่วงนี้ฟอร์มดูมั่นใจ เกมรุกไหลลื่นและมีความหลากหลาย การขึ้นบอลจากแดนกลางทำได้เร็ว และพยายามกดดันคู่แข่งต่อเนื่อง เวลามีพื้นที่จะเข้าทำทันที ทำให้สามารถสร้างโอกาสยิงได้หลายครั้ง จุดเด่นคือความแน่นอนของเกมและจังหวะจบสกอร์ที่เฉียบกว่า ภาพรวมเกมนี้คาชิม่าเหนือกว่าชัด ทั้งคุณภาพเกมรุกและความต่อเนื่องของรูปเกม ถ้าเล่นได้ตามมาตรฐาน มีโอกาสบุกมาคุมเกมและเก็บชัยได้ตามเรต
ฟันธง : ต่อ คาชิม่า แอนท์เลอร์ 0.5/1
สกอร์ที่คาด : มิโตะ 1-2 คาชิม่า แอนท์เลอร์
ระดับความมั่นใจ : 83%
ตาข่ายทอง.
ลาซิโอ้ พบกับ ปาร์ม่า (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี)
ลาซิโอ้ ฟอร์มช่วงหลังถือว่ากำลังเข้าฝักอย่างชัดเจน 5 นัดหลังสุด ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 โดยเฉพาะ 3 นัดล่าสุดที่เก็บชัยชนะรวด แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกมรุกมีความหลากหลายและจบสกอร์ได้คม เกมรับก็เริ่มมีความแน่นอนมากขึ้น ด้าน ปาร์ม่า ผลงานช่วงหลังดูแผ่วลงไปพอสมควร 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 2 และเป็นการแพ้มา 2 นัดติดต่อกันในเกมล่าสุด ภาพรวมยังขาดความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเกมรับที่ยังมีปัญหา เสียประตูง่าย เกมรุกยังขาดความเฉียบคม ฟันธง ลาซิโอ อยู่ในช่วงฟอร์มแรงและมีความมั่นใจมากกว่า เดินหน้าเก็บชัยชนะต่อเนื่องได้
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 2-1
มายอร์ก้า พบกับ เรอัล มาดริด (ลาลีกา สเปน)
มายอร์ก้า ฟอร์มโดยรวมช่วงหลังยังดูน่าเป็นห่วง 5 นัดหลังสุด แพ้ 3 ชนะ 1 เสมอ 1 ผลงานขาดความสม่ำเสมออย่างชัดเจน และเกมล่าสุดก็เพิ่งแพ้มาอีกด้วย เกมรุกยังมีจังหวะเข้าทำบ้างแต่ความเฉียบคมยังไม่ดีพอ ขณะที่เกมรับมีปัญหา เสียประตูง่ายในหลายจังหวะ ด้าน เรอัล มาดริด ผลงานร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง 5 นัดหลังสุด ชนะรวดทั้ง 5 นัด ความมั่นใจมาเต็ม เกมรุกมีความเฉียบคมและหลากหลาย สามารถกดดันคู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม ขณะที่เกมรับก็มีความแข็งแกร่ง เสียประตูยาก ฟันธง เรอัล มาดริด ฟอร์มเหนือกว่าชัดเจน มีโอกาสบุกมาเก็บชัยชนะได้ตามคาด
แนะนำ: ต่อ เเรอัล มาดริด 0.75
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 0-2 หรือ 1-3
สตาร์บูร์ก พบกัับ นีซ (ลีกเอิง ฝรั่งเศส)
สตาร์บูร์ก ฟอร์มช่วงหลังถือว่าทำได้ดีและมีความเหนียวแน่น 5 นัดหลังสุด ชนะ 2 เสมอ 3 ยังไม่แพ้ให้กับใครเลย และเกมล่าสุดก็เก็บชัยชนะมาได้ ทำให้ทีมมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น เกมรุกอาจไม่ได้ดุดันมากแต่มีความแน่นอน เกมรับทำได้ดี เสียประตูยาก ด้าน นีซ ผลงานช่วงหลังยังไม่นิ่ง 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 3 และเกมล่าสุดเพิ่งแพ้มาอีก ทำให้ภาพรวมดูเป็นรองพอสมควร เกมรุกยังขาดความเฉียบคมในการจบสกอร์ เกมรับมีปัญหา เสียประตูง่ายในหลายจังหวะ ฟันธง สตาร์บูร์ก ฟอร์มกำลังมั่นใจและเหนียวแน่นกว่า มีโอกาสเบียดเก็บชัยชนะได้
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 1-0
“KickVision”
มองภาพรวมของรูปเกม คาดว่าจะเป็นฝั่งเจ้าบ้านอย่าง พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ที่ครองเกมบุกเข้าใส่ตามสไตล์ถนัด เพื่อรักษาระยะห่างในฐานะจ่าฝูงและขยับเข้าใกล้แชมป์เอเรดิวิซีเข้าไปทุกที ขณะที่ อูเทร็คท์ แม้ฤดูกาลนี้จะทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยการเกาะกลุ่มบนของตารางและมีเกมรับที่เหนียวแน่นเสียประตูยาก แต่การมาเยือน ฟิลิปส์ สเตเดี้ยม ในช่วงที่พีเอสวีกำลังต้องการแต้มชี้ขาดถือเป็นงานที่หินที่สุด สถิติการเจอกันในสนามแห่งนี้ พีเอสวีมักจะผูกขาดชัยชนะเหนืออูเทร็คท์มาโดยตลอด ด้วยคุณภาพผู้เล่นที่เหนือกว่าและการเข้าทำที่หลากหลาย การจะต้านทานพายุบุกของเจ้าถิ่นให้ครบ 90 นาทีจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับทีมเยือน
เจ้าบ้าน พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ของกุนซือ ปีเตอร์ บอสซ์ ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นที่ดุดัน ล่าสุดเก็บไปแล้ว 68 แต้ม นำโด่งเป็นจ่าฝูง ขุมกำลังชุดนี้อันตรายทุกมิติ แม้จะมีผู้เล่นบาดเจ็บอย่าง เซอร์จินโญ่ เดสต์ หรือ รูเบน ฟาน บอมเมล แต่ตัวหลักรายอื่นยังอยู่กันครบ โดยเฉพาะแนวรุกที่ทำประตูรวมในลีกไปแล้วถึง 78 ลูก เกมในบ้านปีนี้แข็งแกร่งสุดๆ ชนะไปถึง 10 จาก 14 นัด และมักจะปิดกล่องคู่แข่งได้ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกด้วยระบบการกดดันสูง (High Pressing) ที่มีประสิทธิภาพ
ฝั่งทีมเยือน อูเทร็คท์ ภายใต้การนำทีมของ รอน ยานส์ กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดีไม่แพ้ใครมาหลายนัดติดต่อกัน จนขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 7 ของตาราง จุดเด่นคือเกมรับที่เสียไปเพียง 31 ประตู ซึ่งถือว่าน้อยเป็นลำดับต้นๆ ของลีก อย่างไรก็ตาม เกมนี้พวกเขาจะขาดมิดฟิลด์ตัวเก่งอย่าง ดานี่ เดอ วิท ที่ติดโทษแบน รวมถึงตัวหลักที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนหลายราย การมาเยือนทีมที่ยิงประตูเฉลี่ยต่อนัดสูงที่สุดในลีกอย่างพีเอสวี จะเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงสำหรับแนวรับที่อาจจะต้านทานความรวดเร็วของปีกเจ้าถิ่นไม่ไหว
ทรรศนะโดยรวมมองว่า ด้วยระดับมาตรฐานทีมและความเฉียบขาดในจังหวะสุดท้าย พีเอสวีดูเหนือกว่าชัดเจน แม้อูเทร็คท์จะมาเน้นรับแน่นและรอสวนกลับ แต่ด้วยแรงกดดันจากการลุ้นแชมป์และเสียงเชียร์ในบ้าน พีเอสวีมักจะหาช่องเจาะเข้าทำจนได้ เรตราคาที่เปิดมา ต่อ พีเอสวี 1 ลูก ถือว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะทำได้แค่ชนะเฉือน แต่เมื่อพิจารณาจากสถิติที่พีเอสวีมักถล่มคู่แข่งในบ้านขาดลอย และแนวรุกที่กำลังมั่นใจ เชื่อว่าเม็ดแรกมาไว เม็ดสองมีตามมาให้แฟนบอลได้เฮแน่นอน
เลือกเล่น : ต่อ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น 1
— กุนซือไร้เงา —
บาร์เซโลนากำลังวางแผนขยับขยายแนวรุกครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพุ่งเป้าไปที่การหากองหน้าหมายเลข 9 คนใหม่เพื่อมาเป็นตัวแทนระยะยาวของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ดาวยิงประสบการณ์สูงที่อนาคตเริ่มไม่แน่นอนเนื่องจากสัญญาจะหมดลงในเดือนมิถุนายนนี้ รวมถึง เฟอร์รัน ตอร์เรส ที่ตกเป็นข่าวเตรียมย้ายทีมเช่นกัน ทำให้บอร์ดบริหารของทัพเจ้าบุญทุ่มต้องเร่งทำงานอย่างหนักเพื่อหาดาวยิงที่มีความสดใหม่และสามารถเข้ากับระบบการเล่นของทีมเพื่อพาสโมสรกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ แม้เป้าหมายหลักในฝันจะเป็น จูเลียน อัลวาเรซ แต่ด้วยอุปสรรคเรื่องค่าตัวมหาศาลและการเจรจากับแอตเลติโก มาดริด ที่ซับซ้อน ทำให้ชื่อของ โจเอา เปโดร กองหน้าชาวบราซิลของเชลซีพุ่งขึ้นมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยรายงานจากต่างประเทศระบุว่าบาร์เซโลนาประทับใจผลงานของแข้งวัย 24 ปีรายนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เขาทำไปถึง 18 ประตูและ 6 แอสซิสต์ในฤดูกาลแรกกับทัพสิงห์บลูส์ ซึ่งถือเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักเตะที่เพิ่งย้ายทีมมาเพียงปีเดียว
ในแง่ของความคุ้มค่าทางการเงิน ค่าตัวของเปโดรถูกคาดการณ์ว่าน่าจะต่ำกว่า 100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นตัวเลขที่บาร์เซโลนาพอจะบริหารจัดการได้ภายใต้งบประมาณใหม่สำหรับตำแหน่งศูนย์หน้า แม้ว่าเชลซีอาจจะไม่เต็มใจปล่อยตัวนักเตะที่เพิ่งคว้าตัวมาจากไบรตันได้เพียง 12 เดือนก็ตาม แต่ด้วยศักยภาพที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องและความสามารถในการเล่นร่วมกับแข้งพรสวรรค์อย่าง ลามีน ยามาล และราฟินญ่า ทำให้เปโดรถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงในถิ่นคัมป์นู
อย่างไรก็ตาม เดโก้ ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของสโมสร ยังคงมีข้อกังวลบางประการเกี่ยวกับสไตล์การเล่นของเปโดร เนื่องจากเขาไม่ใช่กองหน้าตัวเป้าธรรมชาติ (Traditional No.9) แต่ความสามารถในการถอยลงมาเชื่อมเกมและการสร้างสรรค์โอกาสก็เป็นจุดเด่นที่น่าดึงดูดใจแฟนบอลและทีมงานสตาฟฟ์โค้ชเป็นอย่างมาก ซึ่งในขณะนี้ความสนใจยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการพิจารณา และต้องรอติดตามดูว่าบาร์เซโลนาจะยกระดับความสนใจเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการหรือไม่เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิดฉากขึ้นในเร็วๆ นี้
สโมสรเชลซีตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสั่งพักงาน เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ กองกลางตัวเก่งดีกรีแชมป์โลก เป็นจำนวน 2 นัดทันที หลังจากที่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์เชิงสั่นคลอนอนาคตของตัวเองกับสโมสร โดยบทลงโทษนี้จะทำให้เขาพลาดโอกาสในการลงสนามช่วยทีมในศึกเอฟเอคัพที่ต้องพบกับพอร์ท เวล ในวันเสาร์ และเกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีกที่จะบุกไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันอาทิตย์หน้า ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของทีมที่ต้องขาดขุมกำลังหลักในแผงมิดฟิลด์ ชนวนเหตุสำคัญมาจากบทสัมภาษณ์ถึง 3 ครั้งในช่วงพักเบรกทีมชาติที่ผ่านมา ซึ่งเอ็นโซได้แสดงความเห็นในเชิง “อ่อย” ยักษ์ใหญ่จากสเปนอย่าง เรอัล มาดริด โดยระบุว่าไม่มีใครปฏิเสธสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้ พร้อมทั้งแสดงความหลงใหลในการไปใช้ชีวิตที่เมืองหลวงของสเปน นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงนักเตะระดับตำนานของทีมราชันชุดขาวในลักษณะที่กุนซืออย่าง เลียม โรเซนิออร์ มองว่าเป็นการกระทำที่ “ล้ำเส้น” และไม่ให้เกียรติสโมสรต้นสังกัดปัจจุบันอย่างเชลซี
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลงโทษแบนจากการแข่งขัน แต่โรเซนิออร์ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เอ็นโซจะยังคงทำหน้าที่เป็น รองกัปตันทีม ต่อไป โดยมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตักเตือนทางวินัยในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น และไม่รุนแรงถึงขั้นต้องริบปลอกแขนหรือกำจัดเขาออกจากกลุ่มผู้นำของทีม เพราะเชื่อว่านักเตะยังมีความสำคัญต่อแท็กติกและบรรยากาศในห้องแต่งตัว ซึ่งโค้ชเชื่อว่าบทลงโทษเพียงหนึ่งสัปดาห์นี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักเตะตระหนักถึงความผิดพลาด
ในด้านการบริหารจัดการทีม เอ็นโซยังคงได้รับอนุญาตให้ฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อนร่วมทีมชุดใหญ่ตามปกติ ไม่ได้ถูกแยกไปซ้อมเดี่ยวหรือลดระดับไปอยู่กับทีมชุดเยาวชนแต่อย่างใด โดยโรเซนิออร์เน้นย้ำว่านักเตะชาวอาร์เจนตินารายนี้ยังมีอนาคตที่ยาวไกลกับสโมสร และพร้อมจะต้อนรับเขากลับสู่สนามทันทีหลังพ้นโทษแบน เพื่อร่วมกันสู้ศึกในฤดูกาลที่เหลือ โดยหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้กองกลางค่าตัวแพงรายนี้กลับมาโฟกัสกับเป้าหมายของทีมอย่างเต็มที่อีกครั้ง
เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์อนาคตของ โรดรี มิดฟิลด์ตัวกลั่นดีกรีบัลลงดอร์ปี 2024 โดยยอมรับว่าแม้เขาจะรู้สึกมั่นใจว่านักเตะจะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีม แต่ก็เข้าใจดีว่าข้อเสนอจาก เรอัล มาดริด เป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธสำหรับนักเตะสายเลือดสเปน เป๊ปยืนยันว่าสโมสรพร้อมทำทุกทางเพื่อให้เขาอยู่ต่อ แต่หากวันหนึ่งโรดรีต้องการย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่จริงๆ เขาก็จะไม่ขัดขวาง เพียงแต่ต้องเป็นข้อเสนอที่เหมาะสมกับมูลค่าอันมหาศาลของนักเตะเท่านั้น ในขณะเดียวกัน เป๊ปได้ส่งสัญญาณเตือนไปถึง ฟิล โฟเดน ลูกหม้อคนสำคัญที่ฟอร์มตกลงไปจนสูญเสียตำแหน่งตัวจริงทั้งในสโมสรและทีมชาติอังกฤษ โดยกุนซือชาวสเปนกระตุ้นให้โฟเดนรีบดึงความมั่นใจและพรสวรรค์กลับมาให้เร็วที่สุด เขาย้ำว่าในฟุตบอลระดับสูงไม่มีที่ว่างให้หยุดนิ่ง และตัวนักเตะเองต้องเป็นคนตอบสนองต่อความท้าทายนี้เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังคงเป็นผู้เล่นระดับแถวหน้าของโลกที่ทีมชาติจะขาดไปไม่ได้ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
สำหรับโปรแกรมการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ในศึกเอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศวันเสาร์นี้ ซึ่งเป๊ปตั้งเป้าที่จะพาสโมสรสร้างสถิติอันน่าทึ่งด้วยการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นฤดูกาลที่ 8 ติดต่อกัน โดยเขามองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งฟุตบอลถ้วยของอังกฤษ หลังจากที่เคยพาทีมประสบความสำเร็จกวาดแชมป์รายการสำคัญมาแล้วมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ปิดท้ายด้วยความรู้สึกส่วนตัว เป๊ปกล่าวด้วยความภาคภูมิใจถึงผลงานการคุมทีมที่เขาสร้างไว้ในถิ่นเอติฮัด สเตเดียม ไม่ว่าจะเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือคาราบาวคัพติดต่อกันหลายสมัย โดยยืนยันว่าความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เกิดจากความมุ่งมั่นของทุกคน แม้จะถูกกดดันหรือมีกระแสข่าวย้ายทีมของลูกทีมมารบกวน แต่เขายังคงมีความสุขและพร้อมที่จะพาสโมสรเดินหน้าคว้าชัยชนะต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องหนีไปพักร้อนที่ไหนไกลๆ เพื่อหาความสงบสุข
ปารีส แซงต์ แชร์กแมง พบกับ ตูลูส (ลีกเอิง ฝรั่งเศส)
ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ฟอร์มช่วงหลังยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง 5 นัดหลังสุดคว้าชัยไปถึง 4 นัด และแพ้เพียงเกมเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะ 3 นัดหลังสุดที่เก็บชัยรวด แนวรุกยังคงเฉียบคมและสามารถสร้างโอกาสได้อย่างหลากหลาย ขณะที่ความมั่นใจของทีมกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ด้าน ตูลูส ผลงานโดยรวมยังถือว่ากลาง ๆ 5 นัดหลังสุด ชนะ 2 แพ้ 2 และเสมอ 1 ฟอร์มยังขาดความสม่ำเสมอให้เห็น โดยเฉพาะเกมรับที่ยังมีช่องโหว่ให้คู่แข่งเจาะได้อยู่บ่อยครั้ง ขณะที่เกมรุกแม้จะพอมีจังหวะเข้าทำ แต่ยังไม่เฉียบคมมากพอ ฟันธง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เหนือกว่าชัดเจน และมีโอกาสเก็บชัยได้ตามเป้า
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 1.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 3-1
นอริช ซิตี้ พบกับ พอร์ทสมัธ (แชมป์เปี้ยนชิพ อังกฤษ)
นอริช ซิตี้ ฟอร์มช่วงหลังถือว่าดูดีในระดับหนึ่ง 5 นัดหลังสุดเก็บชัยชนะได้ 3 นัด และแพ้ 2 นัด โดยเกมล่าสุดสามารถคว้าชัยมาได้ เกมรุกยังพอมีความอันตรายและสามารถสร้างโอกาสเข้าทำได้ต่อเนื่อง เกมรับแม้จะมีหลุดบ้าง แต่โดยรวมยังพอประคองตัวได้ ด้าน พอร์ทสมัธ ผลงานช่วงหลังน่าเป็นห่วงอย่างชัดเจน 5 นัดหลังสุดไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย แพ้ไปถึง 4 นัด และเสมอ 1 โดยเฉพาะ 3 นัดล่าสุดที่แพ้รวด ฟอร์มโดยรวมขาดความมั่นใจ เกมรับมีปัญหาเสียประตูง่าย เกมรุกก็ยังไม่สามารถสร้างความกดดันให้คู่แข่งได้มากพอ ฟันธง นอริช ซิตี้ เดินหน้าเก็บชัยชนะได้ต่อเนื่อง
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 2-1
เซนต์ แพตทริคส์ พบกับ สลิโก้ โรเวอร์ (ไอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก)
เซนต์ แพตทริคส์ ฟอร์มช่วงหลังถือว่าร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง 5 นัดหลังสุดเก็บชัยชนะได้ถึง 4 นัด และเสมอ 1 ยังไม่แพ้ให้ใครเลย เกมรุกมีความเฉียบคมและสร้างโอกาสได้หลากหลาย เกมรับก็มีความเหนียวแน่น เสียประตูยาก ภาพรวมทีมกำลังอยู่ในช่วงที่ลงตัวอย่างมาก ด้าน สลิโก้ โรเวอร์ ผลงานช่วงหลังน่าเป็นห่วง 5 นัดหลังสุดแพ้ไปถึง 4 นัด และชนะได้เพียงนัดเดียว โดยเฉพาะ 3 นัดล่าสุดที่แพ้รวด ฟอร์มโดยรวมขาดความสม่ำเสมอ เกมรับมีปัญหาเสียประตูง่าย เกมรุกยังไม่สามารถสร้างความอันตรายได้มากพอ ฟันธง เซนต์ แพตทริคส์ มีโอกาสเดินหน้าเก็บชัยชนะต่อเนื่องได้ไม่ยาก
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 1.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 2-0
“KickVision”
มิดเดิ่ลสโบรห์ vs มิลล์วอลล์ (แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ)
มิดเดิ่ลสโบรห์ช่วงนี้ฟอร์มยังดูไม่นิ่งเท่าไหร่ เกมรุกมีจังหวะขึ้นบอลได้แต่ยังขาดความต่อเนื่อง หลายครั้งครองบอลดีแต่จังหวะสุดท้ายไม่ค่อยคม ทำให้เปลี่ยนเป็นโอกาสยิงแบบชัด ๆ ไม่ได้มาก แถมเวลาโดนเพรสเร็วจะเสียบอลง่าย ทำให้เกมสะดุดบ่อย มิลล์วอลล์ภาพรวมดูแน่นกว่า เกมเล่นมีวินัยและจังหวะเข้าทำค่อนข้างชัด เวลาได้บอลจะพยายามขึ้นเกมเร็วและเข้าทำทันที จุดเด่นคือการเล่นเกมรับที่ไม่ค่อยพลาดง่าย และจังหวะสวนกลับที่ทำได้อันตราย พอเจอทีมที่เกมยังไม่นิ่งแบบนี้ มีโอกาสเล่นงานได้เรื่อย ๆ ภาพรวมแล้วมิลล์วอลล์ไม่ได้เป็นรองในรูปเกม แถมจังหวะเข้าทำดูมีน้ำหนักกว่า เกมนี้มีลุ้นบุกมายันหรือพลิกได้เลย
ฟันธง : รอง มิลล์วอลล์ 0.5
สกอร์ที่คาด : มิดเดิ่ลสโบรห์ 1-1 มิลล์วอลล์
ระดับความมั่นใจ : 82%
สปอร์ติ้ง ลิสบอน vs ซานตาคลาร่า (โปรตุเกส ซุปเปอร์ลีก)
สปอร์ติ้ง ลิสบอนเวลาเล่นในบ้านจะเดินเกมบุกหนักตั้งแต่ต้น การต่อบอลจากแดนกลางขึ้นไปด้านหน้าทำได้เร็ว และพยายามกดดันคู่แข่งต่อเนื่อง ทำให้สามารถสร้างโอกาสยิงได้หลายจังหวะ เกมรุกมีความหลากหลายและเข้าทำได้เรื่อย ๆ
ซานตาคลาร่าเวลาต้องเจอทีมที่บุกหนักมักจะถอยลงมาตั้งรับลึก ทำให้เกมรับต้องทำงานหนักตลอด และหลายครั้งจะมีหลุดให้เห็น โดยเฉพาะตอนโดนบุกต่อเนื่องมักเสียพื้นที่ง่าย ถึงจะมีจังหวะสวนกลับบ้าง แต่โดยรวมยังรับแรงกดดันได้ไม่ดี ภาพรวมเกมนี้สปอร์ติ้งน่าจะเดินเกมบุกใส่ต่อเนื่อง และซานตาคลาร่าต้องรับเยอะ มีโอกาสโดนกดจนสกอร์ไหล เกมมีแนวโน้มยิงกันเกินเรต
ฟันธง : สูง 2.5
สกอร์ที่คาด : สปอร์ติ้ง ลิสบอน 3-1 ซานตาคลาร่า
ระดับความมั่นใจ : 83%
ดร็อกเฮด้า ยูไนเต็ด vs โบฮีเมี่ยนส์ (ไอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก)
ดร็อกเฮด้า ยูไนเต็ดช่วงนี้ฟอร์มยังดูเป็นรอง เกมรุกไม่ค่อยมีความต่อเนื่อง การขึ้นบอลยังดูช้า และจังหวะเข้าทำไม่ค่อยอันตราย หลายครั้งครองบอลได้แต่ทำอะไรต่อไม่ได้ ยิ่งเวลาโดนกดดันหนัก ๆ จะเริ่มเสียจังหวะง่าย โบฮีเมี่ยนส์ภาพรวมดูดีกว่า เกมรุกมีความไหลลื่นและต่อบอลกันได้แม่นยำ เวลาได้จังหวะจะเข้าทำเร็ว ทำให้สร้างโอกาสยิงได้ต่อเนื่อง จุดเด่นคือการเล่นที่ดูมีแบบแผนและจังหวะจบสกอร์ที่เฉียบกว่า มองจากภาพรวมแล้ว โบฮีเมี่ยนส์ดูเหนือกว่าชัด ทั้งเรื่องความต่อเนื่องของเกมและความเฉียบในการเข้าทำ ถ้าเล่นตามฟอร์ม มีโอกาสบุกมาเก็บชัยได้
ฟันธง : ต่อ โบฮีเมี่ยนส์ 0.5/1
สกอร์ที่คาด : ดร็อกเฮด้า ยูไนเต็ด 0-2 โบฮีเมี่ยนส์
ระดับความมั่นใจ : 82%
ตาข่ายทอง
ก่อนหน้า 1 … 22 23 24 25 26 … 88 ถัดไป »