ยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลีอย่าง ยูเวนตุส ตกเป็นข่าวเซอร์ไพรส์เมื่อพยายามกระโดดเข้ามาแย่งตัว เอวานน์ เกสแซนด์ กองหน้าดาวรุ่งของแอสตัน วิลล่า ไปร่วมทีม ท่ามกลางกระแสข่าวเดิมที่ระบุว่านักเตะกำลังเจรจาขั้นสูงเพื่อย้ายไปซบ คริสตัล พาเลซ ด้วยสัญญายืมตัวพ่วงออปชันซื้อขาด โดยเกสแซนด์วัย 24 ปี หวังจะหาทางออกเพื่อฟื้นฟูอาชีพค้าแข้งหลังประสบปัญหาปืนฝืด ไม่สามารถทำประตูได้เลยจากการลงเล่น 13 นัดในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับวิลล่าด้วยค่าตัว 30.4 ล้านปอนด์ สถานการณ์ของ คริสตัล พาเลซ ในขณะนี้ถือว่าตึงเครียดเนื่องจากทีมรั้งอันดับ 15 ของตาราง และกำลังเผชิญความวุ่นวายในตลาดซื้อขายนักเตะ โดยเฉพาะดีลของ ยอร์เกน สแตรนด์ ลาร์เซ่น กองหน้าวูล์ฟแฮมป์ตันที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะจบลงด้วยดี แต่ล่าสุดกลับส่อแววล่มเนื่องจากพาเลซไม่เต็มใจจ่ายค่าตัวสูงถึง 50 ล้านปอนด์ตามที่ทัพหมาป่าเรียกมา ประกอบกับฟอร์มของนักเตะที่ทำได้เพียงประตูเดียวในซีซั่นนี้ ทำให้ชื่อของเกสแซนด์กลายเป็นเป้าหมายหลักที่จับต้องได้มากกว่า
การเสริมทัพแดนหน้ากลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือพาเลซ เนื่องจากกองหน้าตัวเก่งอย่าง ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตตา กำลังถูกน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ตามจีบอย่างหนัก โดยฟอเรสต์ยื่นข้อเสนอมาแล้ว 35 ล้านปอนด์ แต่พาเลซยังคงใจแข็งต้องการค่าตัวที่ 40 ล้านปอนด์เพื่อนำเงินทุนไปหมุนเวียนนักเตะใหม่ แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะทุ่มเงิน 35 ล้านปอนด์คว้าตัว เบรนแนน จอห์นสัน มาร่วมทีมแล้ว แต่การเสียมาเตตาไปอาจทำให้รูรั่วในเกมรุกขยายกว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ยูเวนตุสจะแสดงความสนใจ แต่สื่อดังอย่าง The Telegraph ยังมองว่าเกสแซนด์มีแนวโน้มจะลงเอยกับพาเลซมากกว่า เนื่องจากตัวนักเตะต้องการโอกาสลงสนามที่สม่ำเสมอเพื่อพิสูจน์ตัวเองในเวทีพรีเมียร์ลีกต่อไป บทสรุปของดีลนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าพาเลซจะสามารถปิดข้อตกลงกับแอสตัน วิลล่า ได้ทันเวลาก่อนตลาดปิดหรือไม่ ท่ามกลางการสอดแทรกจากทีมดังแห่งตูรินที่พร้อมจะปาดหน้าคว้าตัวไปร่วมทัพทุกเมื่อ
เป๊ป ลินเดอร์ส ผู้ช่วยมือขวาของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมายืนยันข่าวร้ายอย่างเป็นทางการว่า เจเรมี โดกู ปีกตัวจี๊ดทีมชาติเบลเยียม จะหมดสิทธิ์ลงช่วยทีมในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญที่จะต้องบุกไปเยือน ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ วันอาทิตย์นี้แน่นอนแล้ว หลังได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อน่องจากเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่เอาชนะกาลาตาซารายมาได้ โดยโดกูลงเล่นไปเพียง 37 นาทีก็ต้องถูกถอดออก ซึ่งผลการตรวจพบว่าเป็นอาการบาดเจ็บตรงกลางมัดกล้ามเนื้อ แม้ทีมแพทย์จะหวังว่าเขาจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าครั้งก่อนที่ต้องพักไป 18 วัน แต่เกมสุดสัปดาห์นี้ยังเร็วเกินไปสำหรับเขา สถานการณ์ขุมกำลังของทัพ “เรือใบสีฟ้า” ในเวลานี้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤตพอสมควร เนื่องจากโดกูต้องเข้าไปสมทบกับเหล่านักเตะตัวหลักที่ยังบาดเจ็บอยู่ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น จอห์น สโตนส์, โยสโก้ กวาร์ดิโอล, มาเตโอ โควาซิช และซาวินโญ่ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้เล่นที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา มักเลือกใช้งานเป็นอันดับต้นๆ การขาดหายไปของกลุ่มนักเตะเหล่านี้ทำให้ตัวเลือกในการจัดทัพที่ลอนดอนเหนือนั้นมีจำกัดอย่างมาก และถือเป็นบททดสอบสำคัญของซิตี้ในการรับมือกับความกดดันเพื่อลุ้นเก็บชัยชนะต่อเนื่องเป็นนัดที่สามติดต่อกันในทุกรายการ
อย่างไรก็ตาม ทีมยังพอมีข่าวดีให้แฟนบอลได้ชื่นใจอยู่บ้าง เมื่อ รูเบน ดิอาส ปราการหลังหัวใจสำคัญของทีม มีกำหนดการจะกลับมาลงสนามฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อนทีมได้ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นจังหวะเวลาที่ยอดเยี่ยมเนื่องจากทีมมีโปรแกรมหนักรออยู่ในสัปดาห์หน้า ทั้งศึกคาราบาวคัพ รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด รวมถึงเกมตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกกับลิเวอร์พูล นอกจากนี้ โรดรี กองกลางตัวเก่งก็พร้อมกลับมาคุมจังหวะเกมหลังพ้นโทษแบนในรายการยุโรปเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ แมนฯ ซิตี้ ยังจะได้รับข่าวดีเพิ่มเติมจากการได้ อองตวน เซเมนโย และมาร์ค เกฮี กลับมาเป็นตัวเลือกให้ทีมได้ทันเวลา หลังจากที่ทั้งคู่หมดสิทธิ์ลงสนามในเกมลีกล่าสุด ทำให้เป๊ปพอจะมีทรัพยากรมาหมุนเวียนในแดนหลังและแดนหน้าได้บ้าง การบุกไปเยือนถิ่นท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม ครั้งนี้ เป้าหมายเดียวของพวกเขาคือการล้างตาจากความพ่ายแพ้เมื่อเดือนสิงหาคม และเก็บ 3 แต้มสำคัญเพื่อกดดันอาร์เซนอลในการเบียดแย่งบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกต่อไปให้ได้
ติโบต์ กูร์ตัวส์ นายด่านมือหนึ่งเรอัล มาดริด ตกเป็นข่าวฉาวหลังมีรายงานว่าเขาแจ้งกับ อัลวาโร อาร์เบโลอา กุนซือคนใหม่ว่าทัศนคติของ จู๊ด เบลลิงแฮม กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยอมรับไม่ได้ โดยกูร์ตัวส์มองว่ามิดฟิลด์ชาวอังกฤษรายนี้เล่นแบบ “ไร้ประโยชน์” และสมควรถูกดรอปไปนั่งสำรองหากยังไม่ปรับปรุงวินัยในสนาม หลังทีมเพิ่งพ่ายเบนฟิก้าจนต้องไปเหนื่อยต่อในรอบเพลย์ออฟแชมเปี้ยนส์ลีก ผู้รักษาประตูชาวเบลเยียมแสดงความกังวลอย่างตรงไปตรงมาว่าเบลลิงแฮมเริ่มลดระดับความทุ่มเทลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการมาช้าในจังหวะช่วยเกมรับและภาษากายที่ดูไม่กระตือรือร้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสมดุลของทีมอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีกระแสความไม่พอใจในห้องแต่งตัวที่รู้สึกว่าแข้งรายนี้ “ได้รับการปกป้องมากเกินไป” จากสโมสร ทั้งที่ผลงานในสนามเริ่มไม่สร้างความแตกต่างเหมือนช่วงก่อนหน้านี้
สถานการณ์ภายในทัพราชันชุดขาวยิ่งตึงเครียดเมื่อ ออเรเลียน ชูอาเมนี เป็นอีกรายที่ออกมายอมรับว่ารู้สึก “ไม่สบายใจ” ยามต้องยืนเคียงข้างเบลลิงแฮม เนื่องจากแข้งชาวอังกฤษมักจะละเลยหน้าที่เกมรับและเน้นแต่การเล่นเกมรุกเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังมีพฤติกรรมชอบบ่นและประท้วงในสนามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขัดกับหลักความเป็นมืออาชีพที่กูร์ตัวส์มองว่าไม่มีใครควรอยู่เหนือการตรวจสอบจากทีม
ท่ามกลางวิกฤตฟอร์มการเล่นเบลลิงแฮมยอมรับหลังเกมว่าทีมพลาดในสิ่งพื้นฐาน แต่คำพูดดังกล่าวดูจะสวนทางกับมุมมองของเพื่อนร่วมทีมที่มองว่าเขาคือส่วนหนึ่งของปัญหาสำคัญในตอนนี้ บทสรุปจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอาร์เบโลอาว่าจะเลือกใช้วิธี “เชือดไก่ให้ลิงดู” ด้วยการดรอปซูเปอร์สตาร์รายนี้เพื่อกู้สปิริตทีมกลับมา หรือจะหาทางประสานรอยร้าวครั้งนี้ก่อนที่ฤดูกาลจะพังทลายลง
มองภาพรวมของรูปเกม คาดว่าจะเป็นฝั่ง “เจ้านกแก้ว” เอสปันญ่อล ที่เปิดฉากบุกเข้าใส่ตั้งแต่นาทีแรกเพื่อหยุดสถิติไม่ชนะใครมา 4 นัดติดต่อกันและรักษาความหวังในการลุ้นพื้นที่ยุโรป ขณะที่ “อลาเบส” แม้ช่วงหลังจะเริ่มมีฮึดเก็บแต้มได้บ้างแต่โดยรวมยังคงมีปัญหาหนักยามออกนอกบ้าน โดยสถิติชี้ชัดว่าพวกเขาพ่ายแพ้ในเกมเยือนมาถึง 7 นัดติดต่อกัน สถิติยามเจอกัน ณ สนาม อาร์ซีดีอี สเตเดี้ยม แห่งนี้ยังเป็นเจ้าถิ่นที่ทำได้ดีกว่าชัดเจนด้วยการชนะไปถึง 6 จาก 7 นัดหลังสุดที่พบกัน แม้อลาเบสจะพยายามใช้เกมรับที่เหนียวแน่นคอยปั่นป่วน แต่ด้วยมาตรฐานการเล่นยามเฝ้ารังและความเฉียบขาดของแนวรุกเจ้าบ้าน การจะต้านทานเกมบุกตลอด 90 นาทีจึงเป็นงานที่หนักอึ้งเกินกำลังทีมเยือนอย่างแน่นอน
เจ้าบ้าน เอสปันญ่อล ภายใต้การกุมบังเหียนของ มาโนโล กอนซาเลซ แม้ฟอร์มช่วงหลังจะดูฝืดไปบ้างแต่การได้เล่นในบ้านต่อหน้าแฟนบอลถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ล่าสุดเพิ่งโชว์ความใจสู้ในเกมเยือนบาเลนเซียแม้จะพ่ายมาหวุดหวิด 2-3 แต่รูปเกมรุกถือว่าทำได้วูบวาบ แผงรุกมีตัวอันตรายอย่าง เปเร มิย่า และ คิเก้ การ์เซีย ที่มีความเก๋าและหาจังหวะจบสกอร์ได้ดี อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือการปิดเกมที่ไม่ลงล็อคในนัดก่อนๆ แต่การเจอคู่แข่งที่สถิติทางบอลแพ้ทางกันอย่างชัดเจนแบบนี้ ถือเป็นโอกาสทองที่พวกเขาจะกลับมาเก็บ 3 แต้มเต็มเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา
ฝั่งทีมเยือน อลาเบส ของกุนซือ หลุยส์ การ์เซีย พลาซ่า เพิ่งจะปราชัยให้กับแอตเลติโก มาดริด มา 0-1 และยังต้องเผชิญกับวิกฤตตัวหลักบาดเจ็บและติดโทษแบนอย่าง ฟาคุนโด้ การ์เซส กองหลังตัวหลัก ขุมกำลังชุดนี้แม้จะมีตัวอันตรายอย่าง คาร์ลอส วิเซนเต้ และ โทนี่ มาร์ติเนซ ที่คอยทำเกมสวนกลับ แต่จุดอ่อนที่แก้ไม่ตกคือความใจเสาะยามออกไปเยือนและสถิติการเสียประตูนอกบ้านที่ค่อนข้างง่าย ด้วยระบบการเล่นที่มักจะโดนบดจนยุบในช่วงครึ่งหลัง ทำให้การบุกมาแบ่งแต้มจากทีมที่เล่นในบ้านได้เคี่ยวอย่างเอสปันญ่อลเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
ทรรศนะโดยรวมมองว่า ด้วยระดับมาตรฐานทีมและความสม่ำเสมอในบ้านของเอสปันญ่อลที่เป็นต่ออยู่หลายขุม แม้อลาเบสจะพยายามเน้นรับให้เหนียวแน่นแต่สถิติเกมเยือนที่ย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤตทำให้ยากจะวัดผล เรตราคาที่เปิดมา ต่อ เอสปันญ่อล 0.5 ถือว่าน่าลุ้นมาก เพราะเจ้าถิ่นมีสถิติข่มมิดยามเจอกันในบ้าน ขณะที่ทีมเยือนแพ้รวดมา 7 นัดในการออกนอกบ้านทุกรายการ เชื่อว่า 1 เม็ดเพื่อคว้าชัยและปลดล็อกชัยชนะนัดแรกในรอบเดือนมกราคมของเจ้าถิ่นมีแน่ และมีโอกาสสูงที่จะยิงย้ำชัยได้ในช่วงที่ทีมเยือนต้องดันสูงเพื่อทวงประตูคืน
เลือกเล่น : ต่อ เอสปันญ่อล 0.5
— กุนซือไร้เงา —
เอสปันญ่อล vs อลาเบส ( ลาลีกา สเปน )
ศึกหนีตายของสองทีมท้ายตารางที่ต้องการแต้มเป็นอย่างมาก ทำให้เกมนี้ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเปิดเกมรุกเข้าแลก เจ้าถิ่นเอสปันญ่อลมีสถิติเกมรับในบ้านที่ค่อนข้างเปราะบาง เสียประตูง่ายในช่วงท้ายเกมเสมอ แต่ชดเชยด้วยลูกฮึดในการไล่ตามคืน ส่วนอลาเบสเป็นทีมที่เล่นเกมโต้กลับได้น่ากลัว และมักจะมีสกอร์เสมอบนสนาม อาร์ซีดีอี สเตเดี้ยม แห่งนี้จากความผิดพลาดของเจ้าบ้าน เรทราคา “สูง 2” ถือว่าได้ลุ้นสูงมาก เพราะหากมีเพียงหนึ่งประตูเกิดขึ้น เกมจะเปิดกว้างทันทีเนื่องจากทั้งสองทีมยอมรับผลเสมอไม่ได้ สถิติการเจอกัน 5 นัดหลังสุด มีถึง 4 นัดที่จบลงด้วยการทำประตูรวมกันมากกว่า 2 ลูก ทำให้โอกาสกินเต็มหรืออย่างน้อยยกมีสูงมาก
แนะนำ: สูง 2
ระดับความมั่นใจ: 85 %
ผลบอลที่คาด: ยิง 2 ลูกขึ้น
อันตัลย่าสปอร์ vs แทร็บซอนสปอร์ ( ตุรกี ซุปเปอร์ลีก )
แทร็บซอนสปอร์กำลังอยู่ในช่วงที่ความมั่นใจกลับมาเต็มเปี่ยม หลังทำผลงานชนะรวดมา 3 นัดติดต่อกันจนขยับขึ้นมาลุ้นพื้นที่ยุโรป ขุมกำลังชุดนี้มีความสมดุลมากกว่าเจ้าบ้านอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะแดนกลางที่คุมจังหวะได้ดีและมีกองหน้าตัวจบสกอร์ที่เฉียบคม ฝั่งอันตัลย่าสปอร์กำลังเผชิญวิกฤตความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเกมรับที่มักจะเสียสมาธิเมื่อโดนบดกดดันหนักๆ ตลอดช่วง 90 นาที เรทราคา “ต่อ แทร็บซอนสปอร์ 0.5” ดูจะเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เนื่องจากสถิติการเจอกันทีมเยือนมักจะเป็นฝ่ายกำชัยได้บ่อยครั้ง แม้การไปเยือนตุรกีทางตอนใต้จะไม่ใช่งานง่าย แต่ด้วยแรงจูงใจที่ต้องการคะแนนเพื่อไล่บี้กลุ่มหัวตารางทำให้ทีมเยือนจะบุกหนักแน่นอน
แนะนำ: ต่อ แทร็บซอนสปอร์ 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90 %
ผลบอลที่คาด: อันตัลย่าสปอร์ vs แทร็บซอนสปอร์ 2-0, 2-1
เซนต์ จอห์นสโตน vs แพททริค ทริสเทล ( สก็อตแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ )
บอลถ้วยสก็อตแลนด์ที่โคจรมาเจอกันระหว่างทีมที่มีสไตล์การเล่นเน้นเกมบุกทั้งคู่ ทำให้คาดหวังเรื่องของจำนวนประตูได้เป็นพิเศษ เจ้าถิ่นเซนต์ จอห์นสโตน มักจะใช้ความได้เปรียบในบ้านเปิดหน้าบุกตั้งแต่ต้นเกม แต่ก็มีจุดอ่อนที่มักจะโดนลูกสวนกลับเล่นงานอยู่บ่อยครั้ง แพททริค ทริสเทล เป็นทีมจากลีกรองที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำประตูได้ต่อเนื่อง และสไตล์บอลที่ไม่มีคำว่าอุดทำให้เกมนี้จะเปิดแลกกันสนุก เรทราคา “สูง 2.5” เป็นเรทที่น่าลงทุนมากสำหรับบอลสก็อตแลนด์คู่นี้ เพราะสถิติยามเจอกันมักจะมีการถล่มประตูเกินเรทอยู่เป็นประจำ ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นแต่สภาพสนามที่เอื้อต่อการทำเกมรุก จะทำให้นักเตะทั้งสองทีมมีโอกาสลุ้นประตูในเขตโทษกันบ่อยครั้ง
แนะนำ: สูง 2.5
ระดับความมั่นใจ: 90 %
ผลบอลที่คาด: ยิง 2 ลูกขึ้น
— กุนซือไร้เงา —
ล็องส์ พบกับ เลอ อาฟร์ (ลีกเอิง ฝรั่งเศส)
ล็องส์ เจ้าบ้านกำลังอยู่ในฟอร์มที่ดีมาก 5 นัดหลังสุดเก็บชัยชนะไปถึง 4 นัด แพ้เพียงเกมเดียว แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอทั้งเกมรุกและเกมรับ โดยเฉพาะเกมรุกที่มีความเฉียบคมและสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง เกมรับมีความเหนียวแน่น เล่นในบ้านยิ่งเพิ่มความได้เปรียบและความมั่นใจให้กับทีมเป็นอย่างมาก ด้านเลอ อาฟร์ ผลงาน 5 นัดหลังสุดยังแกว่งพอสมควร ชนะ 1 เสมอ 2 และแพ้ 2 นัด เกมรุกยังขาดความเด็ดขาดในการจบสกอร์ ส่วนเกมรับยังมีจังหวะผิดพลาดให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ฟันธง ล็องส์ อาศัยความแข็งแกร่งในบ้านและฟอร์มที่เหนือกว่า เปิดเกมคว้าชัยได้อีกนัด
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 1.5
ระดับความมั่นใจ: 85%
ผลบอลที่คาด: 2-0 หรือ 3-1
ดินาโม บูคาเรสต์ พบกับ ปิโตรลูล โปรเอสติ (โรมาเนีย ซุปเปอร์ลีก)
ดินาโม บูคาเรสต์ ฟอร์มช่วงหลังกำลังร้อนแรงอย่างชัดเจน 5 นัดหลังสุดชนะถึง 4 นัด และเป็นการเก็บชัยชนะต่อเนื่องใน 4 เกมหลังสุด แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่สูงมาก เกมรุกเล่นได้ไหลลื่น จบสกอร์เฉียบคม เกมรับก็มีวินัยและเสียประตูน้อย ทำให้ภาพรวมทีมดูลงตัวและมีความพร้อมสูง ด้านปิโตรลูล โปรเอสติ ผลงาน 5 นัดหลังสุดค่อนข้างน่าเป็นห่วง แพ้ไปถึง 3 นัด และเป็นความพ่ายแพ้ติดต่อกันใน 3 เกมหลังสุด ชนะเพียง 1 และเสมอ 1 เกมรุกยังขาดไอเดียในการเข้าทำ เกมรับมีปัญหาเรื่องความแน่นอนและเสียประตูง่าย เมื่อเทียบภาพรวมแล้ว ดินาโม บูคาเรสต์ ดูเหนือกว่าชัดเจนและมีโอกาสเดินหน้าเก็บชัยได้มากกว่า
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 1
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 2-0
เนิร์นแบร์ก พบกับ พรูเบน มุนสเตอร์ (บุนเดสลีกา 2 เยอรมัน)
เนิร์นแบร์ก ฟอร์มช่วงหลังถือว่าทำได้ดี 5 นัดหลังสุดชนะ 3 แพ้ 2 ภาพรวมยังดูมีความสม่ำเสมอ เกมรุกยังพอสร้างสรรค์โอกาสได้ต่อเนื่อง แม้เกมรับจะมีหลุดบ้างแต่ไม่ถึงกับเสียหายมาก ฝั่งพรูเบน มุนสเตอร์ ผลงานยังน่าเป็นห่วง 5 นัดหลังสุดแพ้ 3 ชนะ 1 เสมอ 1 เกมรับยังมีข้อผิดพลาดให้เห็นบ่อย ขณะที่เกมรุกขาดความเฉียบคมและความแน่นอน คู่นี้ใครที่เชียร์เจ้าบ้านอยู่ก็ได้ แต่แนะนำให้มองที่ผลสกอร์รวมดีกว่ามีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูกแน่นอน ไปที่สูงได้เลย
แนะนำ: สูง 2.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: มีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูก
“KickVision”
ราฟินญา ปีกขวัญใจแฟนบอลและกัปตันทีมบาร์เซโลนา ออกมาให้สัมภาษณ์เปิดอกเป็นครั้งแรกกับ SofaScore เกี่ยวกับกระแสวิจารณ์ผลการประกาศรางวัลบัลลงดอร์ประจำปี 2025 ที่เขาจบเพียงอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน โดยเจ้าตัวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะหากพิจารณาจากฟอร์มการเล่นส่วนตัวที่สม่ำเสมอและการเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้บาร์เซโลนาประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่ผ่านมา เขาคาดหวังว่าอย่างน้อยที่สุดควรจะมีชื่อติดอยู่ใน 3 อันดับแรก (Top 3) ของทำเนียบผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ดาวเตะทีมชาติบราซิลให้ทรรศนะที่น่าสนใจว่า รางวัลส่วนบุคคลในระดับสูงควรจะถูกตัดสินจากมาตรฐานการเล่นที่โดดเด่นตลอดทั้งฤดูกาลมากกว่าการวัดผลจากความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์เดียว โดยเขากล่าวอย่างมั่นใจว่า “ถ้าให้ผมเลือก ผมจะยกตัวเองให้อยู่ในอันดับที่หนึ่ง” เพราะเมื่อดูจากสถิติประตู การทำทางให้เพื่อน (แอสซิสต์) และอิทธิพลที่มีต่อเกมในสนามตลอดทั้งปี ไม่มีใครสมควรได้รับรางวัลลูกแก้วทองคำไปมากกว่าเขา แม้จะเข้าใจดีว่าอิทธิพลของรายการใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จะมีผลต่อการโหวตอย่างมหาศาลก็ตาม
สำหรับการประกาศรางวัลในปีนี้ อุสมาน เดมเบเล่ อดีตเพื่อนร่วมทีมที่ปัจจุบันค้าแข้งกับ ปารีส แซงต์-แชร์แมง เป็นผู้คว้ารางวัลไปครองหลังจากพาเปแอสเชคว้าทริปเปิลแชมป์ โดยมีดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง ลามีน ยามาล และมิดฟิลด์ตัวเก่งอย่าง วิตินญ่า รั้งอันดับสองและสามตามลำดับ ซึ่งราฟินญามองว่าเกณฑ์การตัดสินดูจะเอนเอียงไปตามความสำเร็จของสโมสรในระยะสั้นมากเกินไป จนทำให้ผู้เล่นที่รักษามาตรฐานส่วนตัวได้ยอดเยี่ยมตลอดทั้งปีแบบเขาต้องหลุดโผอันดับต้นๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม กัปตันทีมบาร์ซายืนยันว่ารางวัลเหล่านี้ไม่สามารถลดทอนคุณค่าของสิ่งที่เขาทำลงไปได้ โดยเขายังคงภูมิใจกับทุกนาทีที่ทุ่มเทในสนามและเป้าหมายของเขาคือการพาต้นสังกัดเดินหน้ากวาดความสำเร็จต่อไป โดยในมุมมองส่วนตัวของเขา 3 อันดับแรกที่คู่ควรที่สุดคือ ตัวเขาเองในอันดับหนึ่ง ตามด้วย ลามีน ยามาล ในอันดับสอง และ เปดรี ในอันดับสาม ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสายเลือดใหม่ของบาร์เซโลนาที่กำลังเติบโตขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังอีกครั้ง
วูล์ฟแฮมป์ตัน สโมสรที่กำลังดิ้นรนอย่างหนักในศึกพรีเมียร์ลีก เริ่มต้นกระบวนการเจรจากับมาร์เซย์ ยักษ์ใหญ่แห่งลีกเอิง เพื่อขอยืมตัว อังเคล โกเมส มิดฟิลด์เชิงสูงทีมชาติอังกฤษมาเสริมทัพในช่วงวิกฤต โดยข้อเสนอในครั้งนี้ระบุชัดเจนว่าเป็นสัญญายืมตัวระยะสั้นแบบตรงไปตรงมา โดยไม่มีเงื่อนไขพ่วงซื้อขาดใดๆ เนื่องจากทัพ “หมาป่า” ต้องการเพียงนักเตะที่พร้อมใช้งานทันทีเพื่อเข้ามาช่วยพยุงทีมที่กำลังจมปลักอยู่อันดับสุดท้ายของตารางคะแนนให้รอดพ้นจากการตกชั้น มิดฟิลด์วัย 25 ปีรายนี้ เพิ่งตัดสินใจย้ายจากลีลล์ไปร่วมทีมมาร์เซย์แบบไม่มีค่าตัวเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แม้จะมีข้อเสนอจากหลายทีมในพรีเมียร์ลีกยื่นเข้ามาในตอนนั้นก็ตาม โดยในฤดูกาลนี้โกเมสทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้สีเสื้อของมาร์เซย์ ลงสนามเป็นตัวจริงไปแล้ว 12 นัด และทำได้ถึง 3 ประตู ซึ่งฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอนี้ทำให้เขาเคยตกเป็นเป้าหมายของทีมชั้นนำอย่าง ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ของเขาอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
แรงจูงใจสำคัญที่อาจทำให้โกเมสตัดสินใจกลับมาค้าแข้งในอังกฤษคือการหวนคืนสู่ทีมชาติอังกฤษ หลังจากที่เขาได้รับโอกาสแจ้งเกิดในระดับนานาชาติครั้งแรกภายใต้การคุมทีมชั่วคราวของ ลี คาร์สลีย์ เมื่อปี 2024 แต่กลับต้องหลุดโผไปนับตั้งแต่ โธมัส ทูเคิล เข้ามารับตำแหน่งกุนซือถาวร ดังนั้นการย้ายมาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกที่ได้รับความสนใจสูง จะช่วยให้เขาได้แสดงฝีเท้าต่อหน้าสายตาทูเคิลโดยตรง เพื่อลุ้นโอกาสติดทีมไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึงในช่วงฤดูร้อนนี้
อย่างไรก็ตาม เบน เจคอบส์ ผู้สื่อข่าวชื่อดังรายงานว่า แม้การเจรจาจะกำลังดำเนินไปแต่ยังไม่มีข้อตกลงที่เสร็จสมบูรณ์ระหว่างทั้งสองสโมสร ซึ่งหากการย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการกลับมาพิสูจน์ตัวเองในบ้านเกิดครั้งแรกของโกเมสนับตั้งแต่เขาตัดสินใจอำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปในปี 2020 เพื่อไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในลีกต่างแดนทั้งโปรตุเกสและฝรั่งเศส จนกลายเป็นหนึ่งในกองกลางที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งของยุโรปในปัจจุบัน
การประกาศแยกทางกับ ราฮีม สเตอร์ลิง ก่อนเกมชนะนาโปลีเพียงไม่กี่ชั่วโมง คือสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดยุคสมัยที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงภายใต้การบริหารของกลุ่มทุนใหม่ แม้เชลซีจะทุ่มเงินรวมทั้งค่าตัวและค่าเหนื่อยมหาศาลกว่า 100 ล้านปอนด์ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือผลงานที่น่าอับอายด้วยสถิติ 19 ประตูจาก 81 นัด และการหล่นไปอยู่อันดับ 12 ของตารางในฤดูกาลแรก ซึ่งถือเป็นดีลที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเคียงข้างเหล่าตำนานที่สอบตกอย่างเชฟเชนโก้หรือตอร์เรส ความตกต่ำของอดีตปีกทีมชาติอังกฤษวัย 31 ปี เป็นผลพวงโดยตรงจากความไร้เสถียรภาพภายในสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยสเตอร์ลิงต้องร่วมงานกับผู้จัดการทีมถึง 8 คนในเวลาเพียงไม่กี่ปี ตั้งแต่การถูกโธมัส ทูเคิลดึงตัวมา จนถึงการถูกกีดกันโดยเอ็นโซ มาเรสกา และเลียม โรเซนิออร์ ระบบทีมที่เปลี่ยนไปมาและความวุ่นวายในการซื้อปีกหน้าใหม่เข้ามาถึง 11 ราย ทำให้นักเตะที่เคยรุ่งโรจน์กับแมนฯ ซิตี้ กลายเป็นอัจฉริยะที่ถูกลืมและถูกลดทอนศักยภาพจนกลายเป็นเพียงนักเตะที่รับค่าจ้างสูงแต่ไม่มีสิทธิ์ลงสนาม
ในแง่ของธุรกิจ สเตอร์ลิงคือ “เหยื่อ” ของนโยบายการซื้อตัวที่ผิดพลาดในยุคแรกของท็อดด์ โบห์ลี ก่อนที่ทีมจะไหวตัวทันแล้วหันไปหาการเซ็นสัญญานักเตะอายุน้อยด้วยระยะเวลายาวเพื่อเลี่ยงค่าจ้างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของเขายังสะท้อนถึงสภาพร่างกายที่ถดถอยจากการกรำศึกหนักมาตั้งแต่วัยเยาว์ โดยลงเล่นไปมากกว่า 631 นัดตั้งแต่อายุยังไม่เต็ม 30 ปี ซึ่งแมนฯ ซิตี้อาจมองเห็นสัญญาณเตือนนี้ก่อนใครจึงยอมปล่อยตัวเขาออกมาในเวลาที่เหมาะสม
ท้ายที่สุด การจากไปของสเตอร์ลิงในวันที่เชลซีเริ่มกลับมามีผลงานที่ดีในแชมเปี้ยนส์ลีกภายใต้กุนซือใหม่อย่างโรเซนิออร์ จึงเป็นทั้งข่าวดีที่ช่วยลดภาระทางการเงินและข่าวร้ายที่ย้ำเตือนถึงการสิ้นเปลืองพรสวรรค์ของนักเตะระดับยอดเยี่ยมแห่งปี แม้เขาจะทิ้งสถิติที่น่าผิดหวังไว้เบื้องหลัง แต่โลกฟุตบอลยังคงหวังว่าดาวยิงแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัยรายนี้ จะสามารถกู้ชื่อเสียงและฟื้นฟูอาชีพค้าแข้งให้กลับมาสง่างามได้อีกครั้งในบ้านหลังใหม่ที่ให้โอกาสเขาลงสนาม
มองภาพรวมของรูปเกม คาดว่าจะเป็นฝั่ง “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า ที่เปิดเกมบุกเข้าใส่ตามสไตล์ถนัดเพื่อปิดจ็อบรอบลีกเฟสให้สวยหรู แม้ทีมของ อูไน เอเมรี่ จะการันตีตั๋วรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปแล้ว แต่ด้วยมาตรฐานการเล่นที่ยกระดับขึ้นมาเป็นทีมลุ้นแชมป์รายการนี้ ทำให้พวกเขาต้องการรักษาความต่อเนื่องและสถิติไร้พ่ายในบ้าน ขณะที่ “กระทิงแดง” เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก สถานการณ์บีบคั้นต้องมาชนะที่นี่เพื่อลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟ แต่ปัญหาคือเกมนอกบ้านในถ้วยยุโรปฤดูกาลนี้ที่แพ้รวดและเสียประตูเยอะ สถิติบ่งชี้ชัดเจนว่าซัลซ์บวร์กมักแพ้ทางทีมจากอังกฤษ โดยเฉพาะยามต้องรับมือกับเกมรุกที่รวดเร็วและเป็นระบบ ความแตกต่างของขุมกำลังจะส่งผลให้เจ้าถิ่นเป็นฝ่ายคุมเกมไว้ได้เบ็ดเสร็จ
เจ้าบ้าน แอสตัน วิลล่า ภายใต้การนำของกุนซือจอมเขี้ยว อูไน เอเมรี่ กำลังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมหลังบุกชนะเฟเนร์บาห์เช่มาได้ในนัดล่าสุด ขุมกำลังชุดนี้มีความสมดุลสูง นำโดยจอมทัพอย่าง ยูริ ตีเลอมันส์ ที่คอยคุมจังหวะแดนกลาง ผสานงานกับแนวรุกที่กำลังจัดจ้านทั้ง มอร์แกน โรเจอร์ส และหัวหอกตัวเก่งอย่าง โอลลี่ วัตกิ้นส์ แม้อาจมีการโรเตชั่นผู้เล่นบ้างแต่โครงสร้างทีมยังแข็งแกร่ง จุดเด่นอยู่ที่การครองบอลเหนียวแน่นและการเข้าทำที่หลากหลาย ซึ่งเป็นงานยากที่แนวรับวัยรุ่นของทีมเยือนจะต้านทานได้ตลอด 90 นาที
ฝั่งทีมเยือน เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ของกุนซือ เพพิน ลินเดอร์ส แม้ล่าสุดจะเรียกความมั่นใจด้วยการชนะบาเซิ่ลมา 3-1 แต่โดยรวมผลงานในเวทียุโรปปีนี้ถือว่าน่าผิดหวังเป็นอย่างมาก แผงหลังมีปัญหาในการรับมือลูกกลางแจ้งและมักจะเสียสมาธิในช่วงครึ่งหลังเสมอ โดยเฉพาะยามออกไปเยือนที่เสียไปแล้วถึง 7 ประตูจาก 3 นัดหลังสุด แม้จะมีกองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง คาริม โคนาเต้ ที่พร้อมจะลงโทษความประมาทของเจ้าถิ่น แต่หากมองไปที่แดนกลางที่มักจะโดนบดจนเสียบอลบ่อยครั้ง ทำให้โอกาสที่จะสร้างปาฏิหาริย์ที่วิลล่า พาร์ค ดูเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
ทรรศนะโดยรวมมองว่า ด้วยกระดูกบอลและประสบการณ์ในเวทียุโรปที่เหนือกว่าหลายขุมของแอสตัน วิลล่า ประกอบกับการเล่นในรังเหย้าที่ดุดัน สั่งสมชัยชนะมาต่อเนื่อง เรตราคาที่เปิดมา ต่อ แอสตัน วิลล่า 1 ถือว่าไม่แพงเลย เพราะซัลซ์บวร์กอยู่ในช่วงที่เกมรับเปราะบางและต้องเปิดหน้าแลกเพื่อคะแนน ซึ่งจะเข้าทางเกมสวนกลับที่เฉียบคมของเจ้าถิ่นพอดี สถิติฟ้องชัดว่าทีมเยือนมักจะพ่ายขาดลอยยามเจอบททดสอบหนักนอกบ้าน เชื่อว่า 1 เม็ดมีแน่และลุ้นเม็ด 2 กินเต็มไปกับลูกทีมของเอเมรี่ได้ยาวๆ
เลือกเล่น : ต่อ แอสตัน วิลล่า 1
— กุนซือไร้เงา —
ปอร์โต้ vs กลาสโกว์ เรนเจอร์ ( ยูโรป้า ลีก )
ปอร์โต้ในฐานะเจ้าถิ่นมีสถิติเฝ้ารังที่ดุดันมาก โดยเฉพาะในรายการยุโรปที่มักเปิดเกมรุกเข้าใส่คู่แข่งตั้งแต่นาทีแรก ขุมกำลังชุดนี้มี ซามู โอโมโรดิออน กองหน้าตัวเก่งที่กำลังท็อปฟอร์มเป็นตัวชูโรง ผสานงานกับ ฟาบิโอ วิเอยร่า ในการสร้างสรรค์เกม ฝั่งเรนเจอร์สแม้จะมาเยือนด้วยความมั่นใจจากผลงานในลีก แต่เกมรับนอกบ้านในถ้วยยุโรปฤดูกาลนี้ยังดูมีรูรั่วและเสียประตูค่อนข้างง่าย จากสถิติที่ผ่านมา เรนเจอร์สมักจะมีสกอร์สูงเมื่อออกไปเยือน เนื่องจากสไตล์บอลที่เน้นการโต้กลับเร็วและไม่ค่อยตั้งรับลึกจนเกินไป เรทราคา “สูง 2.75” ถือว่าน่าลุ้น เพราะปอร์โต้พร้อมยิงขาดอยู่แล้ว ขณะที่เรนเจอร์สเองก็มีทีเด็ดจากลูกตั้งเตะที่พร้อมช่วยเพิ่มสกอร์
แนะนำ: สูง 2.75
ระดับความมั่นใจ: 90 %
ผลบอลที่คาด: ยิง 2 ลูกขึ้น
โอลิมปิก ลียง vs พีเอโอเค ซาโลนิก้า ( ยูโรป้า ลีก )
ลียงโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในรอบลีกเฟสฤดูกาลนี้ โดยเพิ่งเก็บชัยชนะต่อเนื่องจนการันตีการเข้ารอบต่อไปได้ค่อนข้างแน่ชัด การได้เล่นในบ้านที่มีเสียงเชียร์หนุนหลัง ทำให้พวกเขาเป็นทีมที่แพ้ยาก แถมยังมีดาวรุ่งอย่าง เอ็นดริค ที่ย้ายมายืมตัวช่วยเพิ่มความอันตราย พีเอโอเค ทีมจากกรีซ แม้จะมีหัวจิตหัวใจนักสู้แต่ผลงานเกมนอกบ้านในระดับยุโรปยังเป็นจุดอ่อน โดยเฉพาะการรับมือกับทีมที่มีสปีดบอลเร็ว เรท “ต่อ ลียง 0.5” ดูจะเป็นราคาที่ค่อนข้างเป็นใจให้ฝั่งเจ้าบ้าน เพราะสถิติการเล่นในบ้านของลียงมักจะเบียดเอาชนะคู่แข่งได้เสมอ ลียงมีความหลากหลายในการเข้าทำมากกว่า ทั้งจากริมเส้นและการเข้าชาร์จในเขตโทษ ซึ่งน่าจะสร้างปัญหาให้กับแผงหลังของพีเอโอเคได้ตลอด
แนะนำ: ต่อ โอลิมปิก ลียง 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90 %
ผลบอลที่คาด: โอลิมปิก ลียง ชนะ พีเอโอเค ซาโลนิก้า 2-0
อัล กาดาซิย่า vs อัล ฮิลาล ( ซาอุดิอาระเบีย โปรเฟสชั่นแนล ลีก )
นี่คือศึกบิ๊กแมตช์ของลีกซาอุฯ ระหว่างทีมอันดับ 3 และจ่าฝูง ซึ่งทั้งคู่มีเกมรุกที่โหดเหี้ยมและยิงประตูรวมกันได้ถล่มทลาย อัล ฮิลาล ภายใต้การนำของจอร์จ เชซุส ยังคงรักษามาตรฐานทีมไร้พ่ายเอาไว้ได้ยาวนาน โดยมีตัวรุกระดับโลกที่พร้อมลงโทษคู่แข่งทุกวินาที เจ้าถิ่น อัล กาดาซิย่า ปีนี้ทำผลงานได้เซอร์ไพรส์มาก โดยเฉพาะเกมเหย้าที่พวกเขายังไม่แพ้ใครเลย และทำประตูเฉลี่ยต่อเกมสูงมาก สถิติการเจอกันส่วนใหญ่ของคู่นี้มักจะจบลงด้วยการยิงกันยับ เนื่องจากทั้งสองทีมมีปรัชญาฟุตบอลที่เน้นการครองบอลบุกเข้าใส่กัน เรท “สูง 3.25” อาจดูสูงแต่เมื่อเทียบกับสถิติการทำประตู 18 ลูกจาก 5 นัดหลังของอัล ฮิลาล แล้ว ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดขึ้น
แนะนำ: สูง 3.25
ระดับความมั่นใจ: 90 %
ผลบอลที่คาด: ยิง 3 ลูกขึ้น
— กุนซือไร้เงา —
ก่อนหน้า 1 … 50 51 52 53 54 … 88 ถัดไป »