รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมากระตุ้นลูกทีมให้มีสมาธิเต็มที่ก่อนเกมพรีเมียร์ลีกที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ในวันเสาร์นี้ แม้ว่า “ปีศาจแดง” จะกำลังมองหาชัยชนะในลีกเป็นนัดที่สามติดต่อกันหลังจากเพิ่งบุกไปเอาชนะลิเวอร์พูลมาได้ก็ตาม อโมริมกล่าวยกย่องคู่แข่งอย่างสูง โดยชี้ว่าไบรท์ตันเป็น “ทีมที่น่าดูมาก” และ “สมบูรณ์แบบจริงๆ” ทั้งในด้านการสร้างเกม การเปลี่ยนเกม และความเข้มข้นในการเล่น พร้อมยังกล่าวว่าเขาเป็น “แฟนตัวยง” ของ ฟาเบียน ฮือร์เซเลอร์ กุนซือไบรท์ตัน
อโมริมยังได้กล่าวถึงสไตล์การเล่นของทีมในช่วงหลัง ที่แม้จะยังยึดมั่นใน “อัตลักษณ์เดียว” แต่ก็มีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละเกม เช่นในเกมกับลิเวอร์พูลที่ต้องเปลี่ยนไปเล่นอีกสไตล์หนึ่งหลังจากยิงประตูขึ้นนำได้เร็ว นอกจากนี้ เขายังพูดถึง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ฮีโร่ผู้ทำประตูชัยในเกมล่าสุด โดยชื่นชมว่า “มีความสุขกับแฮร์รี่มาก” แต่ปฏิเสธที่จะพูดคุยถึงเรื่องอนาคตและสัญญาฉบับใหม่ โดยยืนกรานว่า “นี่ยังไม่ใช่เวลา” และต้องการมุ่งเน้นไปที่ปัจจุบันเท่านั้น
สุดท้าย กุนซือชาวโปรตุเกสได้เตือนสติลูกทีมและแฟนบอลว่าอย่าเพิ่งหลงระเริงกับชัยชนะเหนือลิเวอร์พูลมากเกินไป โดยชี้ว่าโชคก็มีส่วนสำคัญ เขาเปรียบเปรยว่า “ถ้าช็อตของ [โคดี้] กักโพ ต่างออกไป 20 เซนติเมตร เรื่องราวก็คงจะต่างออกไป” อโมริมย้ำว่าในฐานะผู้จัดการทีม เขาต้องชัดเจนในแนวทางของตัวเองและไม่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพียงเพราะผลการแข่งขันที่อาจพลิกผันได้จากรายละเอียดเล็กน้อย
เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กัปตันทีมลิเวอร์พูล เปิดเผยว่าเขาได้เรียกประชุมนักเตะเป็นการภายในหลังความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 คาแอนฟิลด์ ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ติดต่อกันนัดที่ 4 ของทีม โดยยอมรับว่าบรรยากาศในทีมเต็มไปด้วยความผิดหวังและ “ย่ำแย่” แต่ยืนกรานว่าการประชุมนี้ ไม่ใช่การประชุมแบบ “วิกฤต” เนื่องจากทุกคนในทีมตระหนักดีว่าสถานการณ์สามารถพลิกผันได้ และเป็นเพียงโอกาสให้นักเตะได้มาพูดคุยและประเมินฟอร์มอย่างเปิดอก เพื่อหาทางก้าวต่อไปในฤดูกาลที่พวกเขายังคงตามหลังจ่าฝูงอาร์เซนอลอยู่ 4 คะแนน ซึ่งเขาเน้นย้ำว่า “วิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์แบบนั้นได้คือการร่วมมือกัน” และจดจ่ออยู่กับการพัฒนาตนเอง
หลังจากนั้น ลิเวอร์พูลสามารถกลับมาคืนฟอร์มเก่งได้สำเร็จ โดยยุติสถิติพ่ายแพ้ด้วยการบุกไปถล่มไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต 5-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการคว้าชัยชนะครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือน โดยมีผู้ทำประตูมากมาย รวมถึงฟาน ไดค์ เองด้วย
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะนัดนี้ต้องแลกมาด้วยข่าวร้ายเมื่อกองหลังสองราย ได้รับบาดเจ็บ ได้แก่ เจเรมี ฟริมปง ที่มีปัญหาบริเวณกล้ามเนื้อหลังต้นขา และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ที่มีอาการตึงบริเวณขาหนีบ ก่อนที่ทีมจะเตรียมเปิดบ้านทำศึกพรีเมียร์ลีกนัดถัดไปกับเบรนท์ฟอร์ดในวันเสาร์นี้
ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตต้า กองหน้าชาวฝรั่งเศสของคริสตัล พาเลซ กำลังกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เนื้อหอมที่สุดในตลาดซื้อขายนักเตะของอังกฤษ หลังจากการพัฒนาฟอร์มการเล่นของเขาพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายใต้การคุมทีมของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ทำให้หลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีกต่างแสดงความสนใจอย่างกระตือรือร้นที่จะเซ็นสัญญากับเขา เพื่อเสริมความคมในแนวรุกให้แข็งแกร่งขึ้นในช่วงตลาดซื้อขายครั้งถัดไป
มีรายงานว่าสโมสรที่แสดงความสนใจอย่างจริงจังในการเซ็นสัญญากับดาวยิงรายนี้ ได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีชื่อของเขาอยู่ในลิสต์เป้าหมายหลักในการเสริมทัพแนวรุก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเขาที่จะสามารถยกระดับเกมรุกของทีมได้
การทำผลงานได้อย่างโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ทำให้เขากลายเป็นที่ต้องการของสโมสรใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ มาเตต้า ได้รับโอกาสสำคัญในการถูกเรียกตัวติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตในอาชีพของเขาได้อย่างชัดเจน แม้ว่า มาเตต้า จะมีสัญญาอยู่กับพาเลซถึงปี 2027 และเจ้าตัวเคยแสดงความปรารถนาอย่างชัดเจนที่จะย้ายไปเล่นในทีมที่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ทาง “ปราสาทเรือนแก้ว” ก็พร้อมที่จะรั้งตัวนักเตะคนสำคัญรายนี้ไว้ โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 60 ล้านปอนด์ เพื่อเจรจาคว้าตัวกองหน้าวัย 28 ปีรายนี้ออกจากถิ่นเซลเฮิร์สท์ พาร์คให้สำเร็จ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุด
จอร์เรล ฮาโต้ กองหลังดาวรุ่งของเชลซี ออกมาเปิดเผยถึงความจริงที่ว่าเขาต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับชีวิตและรูปแบบการเล่นในฟุตบอลอังกฤษ โดยยอมรับว่าในช่วงแรกที่ย้ายมาจากอาแจ็กซ์ด้วยค่าตัว 37.5 ล้านปอนด์ เขา “มีปัญหา” กับความแข็งแกร่งและสไตล์ของพรีเมียร์ลีก ตามที่ผู้จัดการทีม เอ็นโซ มาเรสกา ได้ประเมินไว้อย่างตรงไปตรงมา ดาวเตะวัย 19 ปีกล่าวภายหลังเกมที่เชลซีถล่มเอาชนะอาแจ็กซ์ไปได้ 5-1 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเป็นเกมที่เขาลงเล่นครบ 90 นาที ว่า “มันไม่ง่ายเลยที่จะย้ายจากลีกดัตช์มาเล่นพรีเมียร์ลีก มันแตกต่างกันมาก และผมก็รู้เรื่องนั้น” แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าตนเองจะ “ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ วัน”
ชัยชนะเหนืออาแจ็กซ์ที่มีผู้เล่น 10 คนในครึ่งหลัง ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับเชลซีในแชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อพวกเขากลายเป็นทีมแรกที่มีนักเตะวัยรุ่นถึงสามคนทำประตูได้ในเกมเดียว โดยมี เอสเตวา วิลเลียน (18 ปี), มาร์ก กุยอู (19 ปี) และ ไทริก จอร์จ (19 ปี) ทำประตูร่วมกับ โมเสส ไกเซโด และเอนโซ เฟอร์นันเดซ
ฮาโต้ได้กล่าวชื่นชมเพื่อนร่วมทีมดาวรุ่ง โดยยกย่อง เอสเตวา ว่าเป็น “นักเตะที่พิเศษจริง ๆ” และมี “เทคนิคที่ยอดเยี่ยม” พร้อมเสริมว่าแม้เชลซีจะเป็นทีมที่มีผู้เล่นอายุน้อยที่สุดใน UCL ฤดูกาลนี้ แต่การมีผู้เล่นประสบการณ์สูงอย่าง รีซ เจมส์ และ โทซิน อดาราบิโอโย คอยประคอง ทำให้เขามั่นใจว่า “กลุ่มนี้แค่อายุน้อยกว่าเท่านั้น แต่มีคุณภาพมากกว่า ดังนั้นมันจึงไม่สำคัญ”
บาร์เซโลน่า ได้รับข่าวดี เมื่อ แฟร์มิน โลเปซ กองกลางตัวรุกวัย 22 ปีจากศูนย์ฝึก ลา มาเซีย ได้รับการเสนอชื่อเป็น ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ของยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ประจำนัดที่ 3 จากผลงานอันโดดเด่นในเกมที่ทัพอาซูลกราน่าเปิดบ้านไล่ถล่มโอลิมเปียกอสไปอย่างท่วมท้น 6-1 เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา การกลับมาลงสนามเป็นตัวจริงให้กับสโมสรครั้งแรกหลังจากหายจากอาการบาดเจ็บของแฟร์มิน นับว่าเป็นการกลับมาที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นและสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริงในค่ำคืนที่เอสตาดีโอลิมปิก ลูอิส คอมพานี
แฟร์มิน โลเปซ ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยการยิงแฮตทริกสุดสวยงาม โดยเริ่มจากการเปิดสกอร์ให้ทีมด้วยการจบสกอร์อันเฉียบคมในช่วงครึ่งแรก ก่อนจะยิงประตูที่สองให้ทีมนำห่าง 2-0 ก่อนหมดครึ่งแรกเพียงไม่นาน และปิดท้ายประตูที่สามในครึ่งหลังด้วยการวอลเลย์ด้วยเท้าซ้ายอย่างยอดเยี่ยม หลังจากได้รับการสร้างสรรค์เกมจาก รูนี่ บาร์ดจี
ฟอร์มอันร้อนแรงนี้ทำให้แฟร์มินได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครอง โดยสามารถเอาชนะคู่แข่งที่เข้ารอบมาอย่าง เฟลิกซ์ นเมชา, กอร์กา กูรูเซตา และเดนนิส แมน ได้สำเร็จ ทั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองในฤดูกาลนี้ที่นักเตะบาร์เซโลน่าได้รับรางวัลนี้ ต่อจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เคยคว้ารางวัลไปในนัดที่ 1 จากเกมที่ยิงสองประตูใส่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
ความหวังทั้งหมดในถิ่นคาตาลันขณะนี้ต่างมุ่งไปที่การที่แฟร์มินจะสามารถรักษาฟอร์มอันร้อนแรงนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง จนถึงเกมแห่งศักดิ์ศรีประจำสุดสัปดาห์อย่าง “เอลกลาซิโก้” ที่บาร์เซโลน่าจะต้องยกทัพไปเยือน เรอัล มาดริด ถึงสนามซานติอาโก เบร์นาเบว ซึ่งเป็นนัดสำคัญที่มีผลต่อการลุ้นแชมป์ของทีมอย่างยิ่ง
เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล เปิดเผยว่าเขาเคยถูกทาบทามให้ไปคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2013 หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อำลาตำแหน่ง โดยคล็อปป์ได้ยืนยันในการให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ว่า “ใช่ ผมได้คุยกับพวกเขาแล้ว” แต่เขายืนยันว่าการย้ายทีมในเวลานั้นเป็น “ผิดเวลา ผิดจังหวะ” เนื่องจากเขายังมีสัญญากับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเป็นช่วงที่เขานำทีมประสบความสำเร็จอย่างสูง อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่สำคัญกว่าในการตัดสินใจปฏิเสธคือการไม่ประทับใจในวิสัยทัศน์ของสโมสร ยูไนเต็ด โดยคล็อปป์ระบุว่า ผู้ที่มาเจรจาได้แจ้งกับเขาว่า ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ และสามารถดึงตัวผู้เล่นที่พวกเขาต้องการทุกคนมาได้ ซึ่งคล็อปป์มองว่า “นั่นไม่ใช่โปรเจกต์ของผม”
กุนซือชาวเยอรมันอธิบายว่า ปรัชญาของเขาคือการสร้างทีมมากกว่าการรวมตัวของซูเปอร์สตาร์ เพราะเขาเชื่อว่า “การนำผู้เล่นที่ดีที่สุดกลับมามักจะไม่ได้ผล” โดยเขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความผูกพันกับโครงการระยะยาว มากกว่าการเป็นแค่ผู้จัดการทีมที่คุมกลุ่มผู้เล่นระดับโลกที่ถูกนำมารวมกัน
ในท้ายที่สุด คล็อปป์ได้ย้ายไปคุมลิเวอร์พูลในปี 2015 ซึ่งเขานำ “หงส์แดง” ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ โดยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2019 และยุติการรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดที่ยาวนานถึง 30 ปีได้สำเร็จในปีถัดมา.
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม ยังคงให้ความสนใจในตัว อังเจโล สติลเลอร์ กองกลางชาวเยอรมันของ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าทีมปีศาจแดงเคยยื่นข้อเสนอในช่วงท้ายตลาดซื้อขายซัมเมอร์ที่ผ่านมาแล้ว แต่ถูกนักเตะปฏิเสธที่จะย้ายทีม และเลือกอยู่กับสโมสรเดิมต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ยูไนเต็ด ต้องการตัวเขามาเสริมความแข็งแกร่งในแผงมิดฟิลด์อย่างจริงจัง ความสนใจของ ยูไนเต็ด มีความชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากกุนซือชาวโปรตุเกสมีข้อกังวลเกี่ยวกับขุมกำลังในแดนกลาง โดยเฉพาะการที่ คาเซมิโร่ กำลังจะหมดสัญญาในอีกไม่ถึง 12 เดือน ขณะที่ มานูเอล อูการ์เต้ และ ค็อบบี้ ไมนู ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับ อโมริม ได้ ทำให้ตำแหน่งกองกลางจะถูกจัดเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในการเสริมทัพในปี 2026
สติลเลอร์ ซึ่งโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งมาตั้งแต่ย้ายมา สตุ๊ตการ์ท ในปี 2023 มีมูลค่าตัวอยู่ที่ 50 ล้านยูโร โดยมีรายงานเรื่องค่าฉีกสัญญา 40 ล้านยูโร แต่สตุ๊ตการ์ทกำลังพยายามยกเลิกเงื่อนไขนี้ด้วยการจ่ายค่าชดเชยให้นักเตะเพื่อเพิ่มอำนาจในการเจรจา เนื่องจาก สติลเลอร์ มีสัญญาถึงปี 2028
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความสนใจจากยูไนเต็ด สติลเลอร์ ไม่ได้มีจุดแข็งในการแย่งบอล ทำให้เขาไม่ใช่ตัวแทนโดยตรงของ คาเซมิโร่ หรือ อูการ์เต้ ดังนั้น ปีศาจแดงจึงอาจต้องมองหาผู้เล่นอย่าง คาร์ลอส บาเลบา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับควบคู่กันไปด้วย
การที่บาร์เซโลน่าพยายามเสริมทัพในแนวรุกกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เมื่อมีรายงานจาก textSPORT เผยว่า บาร์เซโลน่าอาจต้องจ่ายเงินราว 150 ล้านยูโร เพื่อคว้าตัว ฆูเลียน อัลวาเรซ กองหน้าชาวอาร์เจนตินาของ แอตเลติโก มาดริด มาเป็นทายาทระยะยาวแทน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่สัญญาจะหมดลงในปี 2026 บาร์เซโลน่ากำลังมองหาศูนย์หน้าคนใหม่เพื่อวางแผนสำหรับยุคหลัง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยพุ่งเป้าไปที่ ฆูเลียน อัลวาเรซ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินาของ แอตเลติโก มาดริด ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้เล่นในโครงการระยะยาวของ ฮันซี ฟลิค
การย้ายทีมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก อัลวาเรซ เพิ่งย้ายมา แอตเลติโก มาดริด และสโมสรต้นสังกัดตั้งค่าฉีกสัญญาไว้สูงถึง 500 ล้านยูโร และมีรายงานว่าพวกเขาจะไม่เจรจาในราคาที่ต่ำกว่า 200 ล้านยูโร แม้ว่าคาดว่าอาจปิดดีลได้ที่ราว 150 ล้านยูโร ก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับสถานการณ์ทางการเงินของ บาร์เซโลน่า ทำให้ความเป็นไปได้ที่การซื้อขายจะเกิดขึ้นจริงคือการที่ บาร์เซโลน่า ต้องยื่นข้อเสนอที่รวมผู้เล่นอย่างน้อยหนึ่งคน เข้าไปในข้อตกลง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสด.
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใกล้ชิดกับนักเตะไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการย้ายมาเล่นที่ คัมป์ นู ในอาชีพของเขา ทำให้ บาร์เซโลน่า และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งเป็นอีกทีมที่สนใจ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.
มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ปัจจุบันถูกยืมตัวไปเล่นให้กับบาร์เซโลน่า กำลังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในลาลีกา และดูเหมือนจะสนุกกับชีวิตที่สเปนอย่างมาก จนมีรายงานว่าบาร์เซโลน่ากระตือรือร้นที่จะใช้เงื่อนไขซื้อขาดมูลค่า 30 ล้านปอนด์ที่ระบุไว้ในสัญญายืมตัว เพื่อดึงตัวปีกชาวอังกฤษรายนี้มาร่วมทีมแบบถาวร แม้ว่าฟอร์มล่าสุดของแมนฯ ยูไนเต็ด จะดูดีขึ้นโดยไม่มีเขาในสนามก็ตาม นอกจากแรชฟอร์ดแล้ว มีรายงานระบุว่า เมสัน กรีนวูด อดีตเพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับมาร์กเซย ก็เป็นอีกเป้าหมายสำคัญที่บาร์เซโลน่ากำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยมีแมวมองเข้าชมฟอร์มของเขาในเกมที่มาร์กเซยเอาชนะเลออาฟร์ 6-2 ซึ่งกรีนวูดทำคนเดียว 4 ประตู และก่อนหน้านี้บาร์ซ่าก็เคยพิจารณาดึงตัวเขามาร่วมทีมตั้งแต่ตอนที่ถูกปล่อยยืมไปเกตาเฟ่แล้ว
ในขณะเดียวกัน มีข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็สนใจที่จะดึงตัว เมสัน กรีนวูด กลับมาร่วมทีมเช่นกัน หากได้รับข้อเสนอมูลค่าสูงถึง 100 ล้านยูโร (86.8 ล้านปอนด์) อย่างไรก็ตาม ความสนใจของบาร์เซโลน่าที่จะเข้ามาขัดขวางการย้ายกลับอังกฤษ และความพยายามที่จะดึงตัวกรีนวูดไปร่วมทัพกับแรชฟอร์ด อาจเป็นอุปสรรคต่อแผนการของรูเบน อโมริม ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง”
สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดซื้อขายนักเตะ เพราะอาจจะนำไปสู่การกลับมาร่วมงานกันของ แรชฟอร์ด และ กรีนวูด ที่คัมป์นู ในขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ดูเหมือนจะทำผลงานได้ดีขึ้นโดยไม่มีความดราม่าในห้องแต่งตัวที่อาจเกิดจากการมีผู้เล่นทั้งสองคนอยู่.
เวย์น รูนี่ย์ ตำนานกองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาแสดงความยินดีกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่เพิ่งทำประตูชัยให้ทีมเอาชนะลิเวอร์พูล 2-1 และสนับสนุนให้กองหลังรายนี้กลับไปติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2026 อย่างจริงจัง โดยชื่นชมฟอร์มการเล่นที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้งในระดับสโมสรหลังผ่านช่วงเวลายากลำบาก รูนี่ย์กล่าววิจารณ์อย่างรุนแรงถึงคำวิพากษ์วิจารณ์และการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมที่ แม็กไกวร์ เผชิญมานานหลายปี โดยเปรียบว่าเขาถูกทำให้เป็น “มีม” และถูกกลั่นแกล้งจากสาธารณะอย่างหนัก ซึ่งการที่เขาต้องรับมือกับแรงกดดันมหาศาล รวมถึงการถูกถอดปลอกแขนกัปตันทีม ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึง “จิตใจที่เข้มแข็งมาก” ของกองหลังรายนี้
อดีตดาวซัลโวสูงสุดของยูไนเต็ดเน้นย้ำว่า แม็กไกวร์เป็นนักเตะที่เคยติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกมาแล้ว และเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมให้กับทีมชาติอังกฤษมาตลอด พร้อมมองว่าความสามารถ คุณภาพ และความแข็งแกร่งทางจิตใจที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้หลังจากเผชิญกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่เขาควรได้รับโอกาสกลับไปรับใช้ชาติ
รูนี่ย์ปิดท้ายว่าผลงานล่าสุดของ แม็กไกวร์ แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในสนาม และความอันตรายจากลูกตั้งเตะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทีมชาติอังกฤษ พร้อมเสริมว่ากองหลังรายนี้มีความสำคัญต่อเพื่อนร่วมทีมทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติอย่างที่อดีตเพื่อนร่วมทีมบางคนเคยกล่าวถึง.
ก่อนหน้า 1 … 80 81 82 83 84 … 88 ถัดไป »